Custom Search By Google

Custom Search

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

"เนหะมีย์ :นักอธิษฐาน" บทที่ 1

"เนหะมีย์ :นักอธิษฐาน" บทที่ 1
http://www.sapanluang.org/church/index.php?option=com_content&task=view&id=1&Itemid=7

ความผูกพันธ์ระหว่าง เนหะมีย์ กับ ชนชาติของพระเจ้า

1. คุณค่าและความหมายของกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม (2:17)

2. สาเหตุที่เมืองเยรูซาเล็มถูกทำลาย (1:6-9)

3. ความทุกข์ใจ ที่เนหะมีย์มีต่อสภาพของชนชาติอิสราเอล ในขณะนั้น (1:4)

ท่าทีการอธิษฐานของเนหะมีย์ ( 1:1 ; 2:1 )

1. อธิษฐานด้วยความอดทน เป็นเวลา 4 เดือน (จากเดือนคิสลิฟ ถึง เดือนนิสาน)

2. อธิษฐานด้วยความกระตือรือร้น ทั้งกลางวันและกลางคืน

3. อธิษฐานด้วยความคร่ำครวญภาวนา และด้วยความทุกข์ใจ

4. อธิษฐานด้วยการอดอาหาร

5. อธิษฐานด้วยความเชื่อวางใจ ว่าพระเจ้าทรงฟังและทรงตอบอย่างแน่นอน

เนื้อหาคำอธิษฐานของเนหะมีย์ ( 1:5-11 )

1. เนหะมีย์สรรเสริญยกย่องพระเจ้า (1:5)

พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์
พระเจ้ายิ่งใหญ่
พระเจ้าน่าเกรงกลัว
พระเจ้ารักษาพันธสัญญา
พระเจ้าดำรงไว้ซึ่งความรักมั่นคง
พระเจ้าผู้ทรงฟังคำอธิษฐาน
พระเจ้าผู้ทรงทอดพระเนตรมองดูมนุษย์

2. เนหะมีย์สารภาพความผิดบาปของตน และของประชาชน (1:6-7)

การทำบาปใด ๆ ต่อมนุษย์คือการทำบาปต่อพระเจ้า
บาปที่ประชาชนก่อ จะส่งผลกระทบมาถึงเราด้วย
บาปที่เราก่อ จะส่งกระทบไปถึงประชาชนด้วย
เป็นการดีที่จะสารภาพบาปผิดทุก ๆ วัน ไม่ว่า
บาปเล็ก
บาปใหญ่
บาปเจตนา
บาปไม่เจตนา
บาปในที่ลับ
บาปในที่แจ้ง

3. เนหะมีย์ทูลขอพระเจ้าอย่างเจาะจง

ทวงคำสัญญาจากพระเจ้าว่า พระองค์ทรงสัญญาว่า ถ้ารักษาบัญญัติ ประพฤติตามกฎเกณ์ของพระองค์แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะกระจัดกระจายไปที่ไหน พระองค์จะทรงรวบรวมให้กลับมายังสถานที่ของพระองค์ (1:9) ฉะนั้น เนหะมีย์จึงขอให้พระเจ้า ทรงโปรดให้เขาเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์ อารทาเซอร์ซีส เพื่อจะให้กษัตริย์อนุญาตให้เขา กลับไปซ่อมแซมกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม (1:11)

4. เนหะมีย์ขอบพระคุณพระเจ้า

เพราะมั่นใจว่าพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐาน พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐาน และจะนำความสำเร็จมาให้เขา (1:11)

รูปแบบคำอธิษฐานของเนหะมีย์ทั้งเล่ม

เนหะมีย์อธิษฐานทั้งหมด 9 ครั้ง ในพระธรรมเนหะมีย์

ครั้งที่ 1 บทที่ 1:5-11
ครั้งที่ 2 บทที่ 4:4-5
ครั้งที่ 3 บทที่ 5:19
ครั้งที่ 4 บทที่ 6:9
ครั้งที่ 5 บทที่ 6:14
ครั้งที่ 6 บทที่ 13:14
ครั้งที่ 7 บทที่ 13:22
ครั้งที่ 8 บทที่ 13:29
ครั้งที่ 9 บทที่ 13:31 บทที่ 9:5-31 น่าจะเป็นคำอธิษฐานของเอสรา


รูปแบบคำอธิษฐานของเนหะมีย์

1. เป็นคำอธิษฐานที่สั้น

2. เป็นคำอธิษฐานที่เจาะจง

3. เป็นคำอธิษฐานที่ฉับพลัน

4. เป็นคำอธิษฐานที่ตรงประเด็น

5. เป็นคำอธิษฐานที่จริงใจ

6. เป็นคำอธิษฐาน ที่แสดงออกถึงความเชื่อวางใจในพระเจ้า

7. เป็นคำอธิษฐาน ที่ไม่ใช่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้อื่น เพื่อประชากร และเพื่อพันธกิจของพระเจ้า


บ ท ส รุ ป

พระเจ้าทรงพอพระทัยให้ผู้นำคริสเตียน เป็นนักอธิษฐานเหมือนอย่างเนหะมีย์

การอธิษฐาน แสดงว่าผู้นำคริสเตียน มีความผูกพัน มีสัมพันธภาพที่ดีต่อพระเจ้า แสดงถึงความไว้วางใจในพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ที่สามารถมอบภาระปัญหาให้พระองค์ ทรงแก้ไข อีกทั้งเป็นการแสดงความรักความห่วงใยของเรา ต่อคนรอบข้าง ต่อพันธกิจ ต่อพระประสงค์ของพระองค์ ปรารถนาให้สิ่งเหล่านี้ สำเร็จโดยการทรงนำของพระเจ้า

สุ ว ร ร ณ พ จ น์

" ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย แต่ข้าพเจ้าจะแนะนำทางที่ดีให้และที่ถูกใจท่าน จงยำเกรงพระเจ้า ปรนนิบัติพระองค์ ด้วยใจซื่อสัตย์สุจริตและด้วยสิ้นสุดใจของท่าน "

1 ซามูเอล 12:23-24

อาหารในถิ่นทุรกันดาร

อพยพ 16:4-12
หัวข้อ : “ท่าทีที่ถูต้องต่อการอ่านพระคัมภีร์”

http://www.redfamily.co.cc/index.php?option=com_content&task=view&id=26&Itemid=30

โบสถ์แห่งหนึ่งเมื่อศิษยาภิบาลเทศนาอย่างตื่นเต้นเร้าใจจนยืดยาวเลยเวลาเที่ยง วันสมาชิกหลายคนเริ่มระสับกระส่าย บ้างก็เหลือบมองนาฬิกาที่แขวนผนังโบสถ์ บ้างก็ก้มดูนาฬากาข้อมือ ท่านศิษยาภิบาลก็เลยรีบขมวดคำเทศนาว่า “อาหารกับมนุษย์เป็นของคู่กัน อาหารโปรดของแต่ละคนก็ต่างกันออกไป บางคนก็ชอบอาหารรสจัด บางคนก็ชอบอาหารรสจืด บ้างคนก็ชอบอาหารฝรั่ง บ้างก็ชอบอาหารจีน บ้างก็ชอบอาหารป่า พระคัมภีร์วันนี้บอกกับเราว่า อาหารของพระเยซูก็คืออาหารของเราด้วยนั่นคือการทำตามพระทัยของพระเจ้า...” แล้วท่านก็จบคำเทศนา บางทีเราเป็นเหมือนที่อาจารย์คนนั้นเทศน์ เราต่างชอบอาหารที่ต่างกันออกไป และเราก็มีบุคลิกอย่างนี้สำหรับฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายความเชื่อด้วย บ้างก็ชอบชอบการเทศนาที่เร้าใจแรงๆ ชอบพระคัมภีร์ข้อนี้ตอนนี้ตอนนั้น บ้างก็ชอบพระคัมภีร์และการเทศนาที่นุ่มๆ เน้นเรื่องพระคุณ ไม่ต้องเรียกร้องอะไรจากฉันมากนอกจากเงินถวาย แต่ลืมสิ่งสำคัญของการอ่านพระคัมภีร์หรือฟังพระวจนะของพระเจ้าไป คือเพื่อจะทำตามพระทัยของพระเจ้าที่ปรากฏในพระคัมภีร์ที่อ่านไปนั้น


อพยพ บทที่ 16 ได้บันทึกการเดินทางออกจากดินแดนทาสของคนอิสราเอล เพียงเดือนครึ่งเท่านนั้นพวกเขา บ่นเอาเป็นเอาตายเพราะอยากจะทำตามใจที่เขาต้องการ แทนการทำตามพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าจึงสัญญาว่า
“ดูเถิด เราจะให้อาหารตกลงมาจาก ท้องฟ้าดุจฝน สำหรับพวกเจ้า ให้ประชาชนออกไปเก็บทุกวัน พอกินเฉพาะวันหนึ่งๆ เพื่อเราจะได้ลองใจว่า เขาจะปฏิบัติตามโอวาท ของเราหรือไม่ 5ในวันที่หก เมื่อเขาเตรียมของที่เก็บมาอาหารนั้นก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าของที่เขาเก็บทุกวัน”

เมื่อ 45 วันหลังจากที่พวกเขาออกจากอียิปต์ พวกเขาได้รับพระสัญญาและวิธีสำหรับการรับพระพรบททดสอบสำคัญตั้งแต่นี้ต่อไปคือการเชื่อฟังพระดำรัสสั่ง ประมาณ 3,300 ปี ผ่านมาแล้วยุคนั้นไม่มีพระคัมภีร์เป็นเล่ม ๆ ให้อ่านเฉกเช่นปัจจุบัน ที่เรามีพระคัมภีร์ทั้งเป็นหนังสือ เป็นระบบอีเลคทรอนิคส์ สามารถเก็บใส่ชิปเล็ก ๆ พกพาไปไหนๆ ได้สะดวก ไม่ต้องแบกให้หนัก คนอิสราเอลเรียนรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าจากการตรัสผ่านผู้นำ ดังนั้นเขาจึงต้องเชื่อฟังผู้นำให้มากที่สุด บุคลิกอย่างหนึ่งของคนอิสราเอลคือสู้ชีวิตไม่ยอมอะไรง่ายๆ บ่อยครั้งเราเรียกว่าดื้อแต่พระเจ้ายังทรงเป็นพระเจ้าองค์สัตย์ซื่อไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์ยังทรงเที่ยงตรงอยู่เสมอ
เมื่อเผชิญอันตรายการขาดแคลน ความไม่สะดวกสบาย คนอิสราเอลมับ่นต่อว่าด้วยความขมขื่น เมื่อเขาบ่นอยากรับประทานเนื้อ(ข้อ 2) พระเจ้าก็ประทานให้ โดยให้ยกคุ่มบินมาเต็มค่ายในเวลาเย็น(13) และเวลาเช้าก็มีมานาให้เก็บ(14) พระเจ้าส่งฝูงนกคุ่มบินมาเลี้ยงคนเป็นล้านได้อย่างไร นี่มิใช่การลดความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์หรือลดสิทธิอำนาจเรื่องการอัศจรรย์ของพระเจ้า ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์พบว่าโดยปรกตินกคุ่มจะบินเรี่ยไปกับพื้นดินและบินทนมาก ในฤดูหนาวมันจะบินไปยังแอฟริกา และในฤดูใบไม้ผลิก็จะบินกลับมาทางอียิตป์ตอนบนและปาเลสไตน์ ซึ่งจะผ่านถิ่นทุรกันดารที่คนอิสราเอลเดินทาง นกคุ่มคงจะเหน็ดเหนื่อยจากการบินในเวลากลางวัน เมื่อหยุดพักในตอนเย็น และในกลางคืนจะเกาะบนคอน พุ่มไม้เตี้ย ๆจึงถูกจับได้ง่ายดาย นี่เป็นวิธีที่พระเจ้าประทานเนื้อให้แก่ประชากรของพระองค์

บางทีเราอาจจะสงสัยว่าทำไมเขาไม่ฆ่าแกะเป็นอาหารล่ะเพราะเลี้ยงเยอะแยะ น้อยครั้งมากที่คนเลี้ยงแกะ แพะ จะฆ่าสัตว์ที่เลี้ยงของตนมาเป็นอาหาร เพราะว่าสัตว์เหล่านั้นให้น้ำนมและเนยแข็งซึ่งเป็นอาหารหลัก แต่ละวันอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทุบหม้อข้าวหม้อแกงของตนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้รับประทานเนื้อในอียิปต์บ่อยนัก ยิ่งคนที่เป็นทาสยิ่งจะไม่มีโอกาสเลย แต่ในถิ่นทุรกันดารนี้ เขาก็บ่นที่อยากกินเนื้ออยู่ร่ำไปนอกจากเนื้อในเวลาเย็นและกลางคืนแล้วพระเจ้ายังประทานมานาในเวลาเช้า
“เมื่อน้ำค้างระเหยไปแล้วก็เห็นสิ่งหนึ่งเหมือนเกล็ดเล็กๆเท่าเม็ดน้ำค้างแข็งอยู่ที่พื้นดินในถิ่นทุรกันดารนั้น เมื่อชนชาติอิสราเอลเห็นจึงพูดกันว่า “นี่อะไรหนอ” เพราะเขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด โมเสสจึงบอกเขาว่า “นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวก ท่านรับประทาน” (ข้อ 14-15)“เหล่าวงศ์วานของอิสราเอล เรียกชื่ออาหารนั้นว่ามานา เป็นเม็ดขาวเหมือนเมล็ดผักชี มีรสเหมือนขนมแผ่นประสมน้ำผึ้ง” (ข้อ31)

พระเจ้าทรงประทานมานาด้วยวิธีง่าย ๆ เช่นกัน ในแถบคาบสมุทรซีนายจะมีต้นทามาริสก์ มีเมล็ดสีขาวเกือบเทาคล้ายเมล็ดผักชี แมลงที่มากินบนต้นทามาริสก์ จะสร้างสารตกผลึกเป็นเกล็ดขาวมีรสหวานปานน้ำผึ้ง วงต้นฤดูร้อนจะพบเกล็ดเหล่านี้บนพื้นดินในตอนเช้าๆ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ชาวอาหรับเรียกสิ่งนี้ว่า “มานน์” อาหารนี้จะมาพร้อมกับน้ำค้างในตอนเช้า เมื่อเวลาสายแสงแดดจ้ามันก็ละลายไป ประชาชนต้องออกไปเก็บทุกเช้าให้พอดีกินสำหรับทุกคนในครอบครัว และในวันที่หกพระเจ้าได้สั่งให้เก็บเป็นสองเท่า เพื่อวันสะบาโต ซึ่งเป็นวันบริสุทธิ์ของพระเจ้า เขาจะได้หยุดพักการงานทุกอย่าง มันเป็นการอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ให้มีมานาถึง 40 ปีตลอดการเดินทางสู่คานาอัน มีผู้คำนวนปริมาณของมานาไว้อย่างนี้
1 โอเมอร์เท่ากับประมาณ 1.88 ลิตร มีประชาชนประมาณ 2 ล้านคนในค่าย นับทั้งชาย หญิง และเด็ก (ชาย 600,000 คน) มีมานาตกลงมาวันละประมาณ 4,500 ตัน ซึ่งเต็มรถไฟ 10 ขบวน ๆ ละ 30 ตู้ ๆ ละ 15 ตัน ตลอด 40 ปี พระเจ้าประทานอาหารเช่นนี้ลงมาทุกๆ เช้าเป็นอาหารที่มีปริมาณมหาศาล เป็นงานเมกะโปรเจคที่พระเจ้ากระทำกับประชาชน สิ่งที่พระองค์ได้รับคือ คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้วางใจในพระองค์ มิได้เชื่อฟังในสิ่งที่พระตรัสสั่ง

การเชื่อฟังพระโอวาทของพระเจ้า เป็นบทพิสูจน์ความรักที่เรามีต่อพระองค์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ตามคำสัญญา พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อผู้ที่รักษาพระบัญญัติของพระองค์ การอัศจรรย์ข้ามทะเลแดง การแก้น้ำขมที่มาราห์ ประทานมานาทุกเช้า ประทานเนื้อทุกๆ เย็น เป็นพระคุณของพระเจ้า แต่คนอิสราเอล กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ ยังไม่รู้จักพอใจ บางคนก็เก็บมานามาเกินตนเองกิน มานาจึงบูดเน่าและมีหนอน (ข้อ 18-20,)
“ชนชาติอิสราเอลก็กระทำตาม บางคนเก็บมาก บางคนเก็บน้อย แต่เมื่อเขาใช้โอเมอร์ตวง คนที่เก็บได้มากก็ไม่มีเหลือ และคนที่เก็บได้น้อยก็หาขาดไม่ ทุกคนเก็บได้เท่าที่คนหนึ่งรับประทานพอดี โมเสสจึงสั่งว่า “อย่าให้ผู้ใดเก็บเหลือไว้จนรุ่งเช้า” แต่เขามิได้เชื่อฟังโมเสส บางคนเก็บส่วนหนึ่งไว้จนรุ่งเช้าอาหารนั้นก็เน่าเป็นหนอนและบูดเหม็นโมเสสจึงโกรธคเหล่านั้น”

มีบางคนที่เชื่อฟังและบางคนยังดื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชน ในวันสะบาโตก็เช่นกันพระเจ้าสั่งให้เขาเก็บเป็นสองเท่าในวันที่หก เมื่อเขาเชื่อฟังมานาก็มิได้บูดเน่า เขามีอาหารรับประทานในเช้าวันที่เจ็ด มีบางคนที่ไม่เชื่อฟัง เหมือนจะลองดี จึงออกไปดูที่ทุ่งนา แต่ก็ไม่พบมานาแม้แต่เม็ดเดียว
พระเจ้าประทานมานาให้คนอิสราเอล ทุกๆ เช้าให้เป็นอาหารฝ่ายร่างกาย ส่วนจิตวิญญาณของเขาก็ต้องเชื่อฟังพระองค์ สำหรับพี่น้องและผมเราก็ควรรับประทานมานาจากพระเจ้าทุกวัน นั่นคือรับพระวจนะของพระเจ้าทุกวันเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ความเชื่อ ความประพฤติของเราให้เติบโตแข็งแรง ถ้าเราอ่าน ศึกษาพระคัมภีร์ทุกๆวัน เราจะเข้าใจพระทัยของพระเจ้า มากกว่านาน ๆ อ่านที หรือมาอ่านเฉพาะที่โบสถ์ ถ้าสมมติว่าผู้ชายคนหนึ่งมีแฟนสาว แต่เขาโทรศัพท์หาเธอ คุยกับกับเธอนานๆ โทรที นานๆ คุยด้วยครั้ง ไม่นัดเจอทำความรู้จักกันบ่อยๆ รับรองได้เลย ชาตินี้อย่าหวังได้แต่งงานกับเธอ ทำนองเดียวกัน ถ้าเรานานๆ อ่านพระคัมภีร์สักครั้ง นานๆ อธิษฐานครั้ง นานๆ มาโบสถ์สักที ไม่มีทางที่เราจะเข้าใจพระทัยของพระเจ้าได้ ไม่สามารถทำตามพระทัยพระองค์ได้อย่างถูกต้อง แล้วพระพรที่เราควรจะได้รับก็คงจะได้รับแบบนานๆ ที เช่นกัน

พระเยซูคริสต์สอนเราให้ทูลขออาหารประจำวันฝ่ายกายจากพระเจ้าและอาหารที่จำเป็นกว่านั้นคือพระวจนะของพระเจ้า พระเยซูเป็นอาหารแท้ที่มาจากสวรรค์ เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น คือการประทานชีวิตให้แก่โลก พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวและผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย” (ยอห์น 6:35) พระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้พระองค์มานั้น ก็คือให้รักษาบรรดาผู้ที่พระเจ้าได้ทรงมอบไว้กับพระบุตร มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดา...ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น6:40)
พระเจ้าประทานอาหารประจำวันแก่เรา ประทานชัยชนะเหนืออุปสรรคปัญหา เพราะพระองค์ทรงสัย์ซื่อต่อผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่ทำตามพระทัยของพระองค์ การอ่านพระคัมภีร์เป็นการกินอาหารฝ่ายวิญญาณ เป็นการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าที่กำลังตรัสกับเรา ไม่ใช่ในธรรมชาติ ไม่ใช่ในการอัศจรรย์ แต่ในพระคัมภีร์ต่างหากที่พระเจ้าได้ตรัสกับเราอย่างสมบูรณ์ เราควรแสวงหาการอ่านพระคัมภีร์อย่างทารกที่ไขว่คว้าหานมแม่เพื่อจะดื่มกับอาหารที่จำเป็นต่อชีวิต
1 เปโตร 2:2-3 กล่าวว่า “เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอดเพราะท่านได้ลิ้มรสพระกรุณาคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า”
เมื่อเราเสาะหาพระวจนะของพระเจ้าแล้วทำตามอย่างซื่อสัตย์ พระเจ้าจะเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดอยู่แก่ท่าน เหมือนคนอิสราเอลที่เก็บมานาน้อย แต่พอนำมาตวงก็ได้เต็มโอเมอร์คนที่ทำตามไม่ขาดสิ่งดีอันใดเลย มัทธิว 6:33 กล่าวว่า
“แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้”
และถ้าหากใครจะเติมจะเพิ่มอะไรลงไปในพระคำของพระเจ้าก็ไม่ได้เพราะพระองค์ก็จะทรงเพิ่มภัยพิบัติแก่ผู้นั้น และถ้าผู้ใดตัดข้อความออก พระเจ้าก็จะทรงเอาส่วนแบ่งของผู้นั้นไปเสีย (วิวรณ์ 22.18-19)

ข้าพเจ้าประทับใจประวัติที่มาของคู่มือเฝ้าเดี่ยวเล่มหนึ่งคือมานาประจำวัน ได้เขียนที่มาไว้อย่างน่าประทับใจว่า
1.ในอดีตพระเจ้าทรงเลี้ยงดูชนชาติอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารด้วย "มานา"ฉันใดเราทั้งหลายผู้อาศัยในโลกปัจจุบันนี้ก็ดำรงชีวิตด้วยพระวจนะของพระเจ้าฉันนั้น ดังที่องค์พระเยซูตรัสว่า "มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า" ( มัทธิว 4:4 )
2.ในอดีตเมื่อพระเจ้าเลี้ยงดูชนชาติอิสราเอลด้วยมานาในถิ่นทุรกันดารนั้นมีกฏอยู่ว่าชนชาติอิสราเอลจะต้องออกไปเก็บมานาทุกวันในจำนวนที่พอกันในแต่ละวันเท่านั้นเช่นเดียวกันกับการอ่านพระวจนะคำของพระเจ้าคริสเตียนต้องอ่านทุกๆวันเพื่อให้มีกำลังและสติปัญญาจากพระเจ้าในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน
เช้าวันนี้เราได้เรียนรู้การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าจากประสบการณ์ของคนอิสราเอลแล้ว เมื่อเขาเชื่อฟัง เขาก็ไม่ได้ขาดสิ่งที่จำเป็นต่อการดำงรงชีวิตประการใด แต่หากเขามิได้เชื่อฟังพระพรก็ขาดๆ หายๆ ไปและภัยพิบัติก็เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ในการอ่านพระคัมภีร์ของพี่น้องและผม ในแต่ละวัน เราควรมีท่าทีในการอ่านพระคัมภีร์เพื่อจะได้ทำตามพระทัยของพระเจ้าคือ
1. อ่านด้วยความความเชื่อศรัทธา ด้วยใจเลื่อมใสรับพระวจนะของพระเจ้า และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้น รู้ความจริงของพระเจ้าแล้ว ท่านจะได้มั่นคงในความเชื่อ พร้อมกับสมาชิกในครอบครัวของท่าน ทั้งชาย หญิง เด็กและคนสูงวัย (กิจการ 17:11-12)
2.อ่านด้วยใจถ่อมเป็นท่าทีแห่งการพัฒนาตนเองเพราะผู้ที่ถ่อมใจลงต่อพระเจ้าพระองค์จะทรงยกเขาขึ้นในเวลาอันสมควร (1 เปโตร 5:6) เราทุกคนยังมีความบกพร่องเราต้องถ่อมใจลงให้พระวจนะของพระเจ้าขัดเกลาชีวิตของเรา และ
3.อ่านด้วยการทำตามพระบัญชาของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด พระเจ้าสัญญาให้พระพรแก่ผู้ที่รักษาพระบัญญัติของพระองค์ ทั้งตัวท่านเองและลูกหลานของท่านจะจำเริญเป็นนิตย์ เมื่อท่านกระทำสิ่งที่ดีและถูกต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน (เฉลยธรรมบัญญัติ 12:28) อาเมน.

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

โยชูวา

ข้าพเจ้าและครอบครัวอยู่ฝ่ายพระเจ้า

“...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า” (โยชูวา 24:15)

ขณะนี้ชาวไทยเราอยู่ในยุคที่ผู้นำประเทศท้าทายให้ประชาชนเลือกข้าง ในแวดวงเพื่อนฝูงฉันก็ถูกถามว่า เธอจะอยู่ฝ่ายไหน เมื่อถูกถามให้เลือกข้างฉันกลับคิดถึงพระคัมภีร์เก่าที่เพิ่งอ่านคือเรื่องของโยชูวา เมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตท่านเองก็ท้าทายให้คนอิสราเอลเลือกข้างเหมือนกัน ซึ่งตัวโยชูวาเองได้เลือกข้างไว้แล้ว ดังที่ท่านประกาศอย่างมั่นคงว่า ตัวท่านและครอบครัวเลือกฝ่ายพระเจ้า

โยชูวา โยชัว เยชูวา ยะโฮชูอะ เยซู ต่างมีความหมายเดียวกันคือพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด โยชูวาเป็นบุตรนูน เกิดในตระกูลเอฟราอิม ในสมัยที่อิสราเอลตกเป็นทาสในอียิปต์ มีชีวิต 110 ปี (ยชว.24:29) โยชูวามีประสบการณ์ชีวิตในหลายๆ ด้านดังนี้

1. ด้านการก่อสร้าง : ในช่วงที่เป็นทาสในอียิปต์ เขาต้องทำงานหนักเหมือนชายฉกรรจ์ชาวยิวอื่นๆ ในการทำอิฐ ทำปูนเพื่อการก่อสร้าง

2. ด้านการทหาร :ในช่วงที่โมเสสพาชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ อยู่ในถิ่นทุรกันดาร อิสราเอลทำสงครามกับอามาเลข โยชูวาถูกส่งให้เป็นผู้นำเหล่าทัพออกไปสู้รบจนได้ชัยชนะ (อพยพ17:9-16) ต่อมาเขาเป็น 1 ใน 12 คนที่โมเสสส่งไปสอดดินแดนคานาอัน (กดว.13:1-16)

3. ด้านความเชื่อ : ได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าทรงทำงานผ่านโมเสส ได้รับการสอนเรื่องการรักษาพระบัญญัติกฎเกณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่เยาว์วัย เขามีความเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงประทานแผ่นดินคานาอันซึ่งเป็นแผ่นดินแห่งพระสัญญาสำหรับอิสราเอล

4. ด้านการรับใช้ : เป็นผู้รับใช้ของโมเสสตั้งแต่หนุ่มๆ (กดว.11:28) มักอยู่เคียงข้างโมเสสตลอดเวลา ไม่ว่าโมเสสจะไปไหน ข้างหนึ่งคืออาโรน และอีกข้างหนึ่งคือโยชูวา

5. ด้านการเป็นผู้นำ : ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำอิสราเอลต่อจากโมเสส เพราะเป็นผู้มีความสามารถ มีความสัตย์ซื่อ ประกอบด้วยพระจิตเจ้า (กดว.27:16-23,ฉธบ.1:34-40,3:23-27)

โยชูวา คือผู้นำอิสราเอลคนใหม่ เมื่อพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้โมเสสเข้าไปในแผ่นดินแห่งพระสัญญา เพราะท่านไม่เชื่อฟังพระเจ้า และไม่ให้เกียรติแก่พระองค์ (กดว.20:1-20) รวมทั้งชาวอิสราเอลที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป กลุ่มชนที่ออกจากอียิปต์ที่มีชีวิตในถิ่นทุรกันดาร พวกหัวดื้อและขี้บ่นก็ไม่สามารถเข้าในแผ่นดิน ยกเว้นโยชูวา คาเลบ และชนรุ่นใหม่ที่เกิดในถิ่นทุรกันดารที่มีอายุ 20 ปีลงมาจึงได้เข้าแผ่นดินนั้น (กดว.14:26-35)

หลังจากโมเสสเสียชีวิต โยชูวาต้องทำหน้าที่นำชนชาติอิสราเอลออกจากถิ่นทุรกันดาร บุกเข้ายึดครองคานาอันดินแดนแห่งพระสัญญา โยชูวามีความวิตกกังวล มีความกลัว และขาดความมั่นใจเพราะ คนอิสราเอล มีนิสัยทั้งดื้อด้านและขี้บ่น ด้านจำนวนประชากรมีมาก ส่วนในแผ่นดินคานาอันประกอบด้วยชนชาติเดิม 7 ชนชาติ คนพวกนี้เป็นคนตัวใหญ่แข็งแกร่ง มีกำลังมากและกราบไหว้รูปเคารพ ดูน่ากลัวจริงๆที่จะเข้าไปยึดครอง บทเรียนที่เราได้รับจากชีวิตของโยชูวา ดังนี้



1. ก้าวออกจากถิ่นทุรกันดาร…ด้วยความวางใจในพระเจ้า (ยชว.1:3-9)

พระเจ้าทรงให้โยชูวามองเห็นปัจจุบัน แม้ว่าท่านยังอยู่ท่ามกลางปัญหา ท่านต้องเคลื่อนพลออกจากที่ราบโมอับ ข้ามแม่น้ำจอร์แดนมุ่งสู่คานาอัน แต่พระเจ้าทรงสัญญากับโยชูวา ว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะเจ้าไปถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าสถิตกับเจ้า” จากพระสัญญาของพระเจ้าทำให้โยชูวาเพิ่มความมั่นใจและมีความกล้าหาญพร้อมทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของโมเสส สืบสานน้ำพระทัยของพระเจ้าให้สำเร็จ

ความเชื่อคือความแน่ใจในที่สิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง ชีวิตคริสตชนต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า และสิ้นสุดลงด้วยความเชื่อและความวางใจในพระเจ้าเช่นกัน เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในการรักษาคำมั่นสัญญา ทรงเปี่ยมด้วยความรักความเมตตาความเอ็นดูที่มีต่อบุตรของพระองค์ ทรงฤทธานุภาพที่เราสามารถวางใจและมอบทั้งชีวิตให้กับพระองค์
พระเจ้าทรงให้โยชูวามองไปข้างหน้า มองดูอนาคตคือที่ แผ่นดินคานาอัน ซึ่งเป็นแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม แม้โยชูวาจะยังไม่ได้ยึดครอง แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นแผนการของพระองค์ที่ทรงเตรียมไว้ก่อนแล้ว เป็นพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำต่ออับราฮัมว่าอิสราเอลจะเป็นชนชาติใหญ่ จะเป็นชนชาติที่มีชื่อเสียง อิสราเอลจะเป็นชนชาติพระพร ที่นำพระพรของพระเจ้าไปสู่ชาวโลก ดังนั้นโยชูวามีหน้าที่ทำตามพระบัญชาของพระเจ้า เพราะความสำเร็จก็วางอยู่ข้างหน้าแล้ว


“ พระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา”


2. ก้าวสู่แผ่นดินพันธสัญญา…ด้วยการเชื่อฟังพระวจนะ (ยชว.1:7-8)

พระเจ้าทรงรู้ดีว่าดินแดนคานาอันมีชนชาติที่กราบไหว้รูปเคารพ คนอิสราเอลได้รับอิทธิพลเรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ในอียิปต์และในถิ่นทุรกันดาร ด้วยว่าชนชาติอื่นๆนั้นกราบไหว้รูปเคารพมากมาย ด้วยเหตุนี้พระเจ้าทรงกำชับให้พวกเขายึดพระคำของพระเจ้าเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต พวกเขาต้องไตร่ตรอง รำพึงภาวนาพระคำทั้งกลางวันและกลางคืน

บ่อยครั้งที่เราคริสตชนมักเข้าใจผิดว่าการเตรียมตัวสำหรับอนาคต เป็นการเตรียมเรื่องเงินทอง เรื่องวัตถุ เรื่องฐานะการงาน เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง แต่พระเจ้าทรงให้เราเตรียมชีวิต(อนาคต)ให้อุดมด้วยพระวาจาของพระเจ้า เราจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ถ้าเรามองไม่เห็นทางสว่างของเบื้องหน้า พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นโคมส่องเท้านำวิถีชีวิตของเรา (สดด.119:105) หรือ“บุคคลใดที่ติดสนิทกับพระเจ้าด้วยการยึดพระธรรม วิถีชีวิตของเขาจะเหมือนแสงอรุณซึ่งฉายสุกใส่ยิ่งๆ ขึ้น” (สภษ.4:18) พระเยซูเจ้าทรงมีชัยชนะต่อการทดลองของมารซาตานด้วยการใช้พระวจนะ (มธ.4:1-11) ซึ่งเสมือนดาบที่คมกริบ ใช้ในการต่อสู้มารร้าย

ก่อนที่โมเสสจะนำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ ในค่ำคืนนั้นพระเจ้าตรัสสั่งให้อิสราเอลทำพิธีปัสกา เอาเลือดแกะทาวงกบประตูบ้าน กินเนื้อแกะปิ้ง กินขนมปังไร้เชื้อ และเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทาง สิ่งที่ไม่ลืมคือการเตรียมก้อนแป้งดิบที่ไม่ใส่เชื้อห่อใส่บ่าเอาไปด้วย เพื่อเป็นเสบียงอาหารระหว่างทางในช่วงแรก (อพย.12:1-3,12:34) โยชูวาก็กระทำเช่นเดียวกัน เขาสั่งให้ประชาชนเตรียมเสบียงอาหารให้เพียงพอสำหรับในครอบครัว ฝูงสัตว์และพลทหาร ใช้กินระหว่างการเดินทางจากที่ราบโมอับข้ามแม่น้ำจอร์แดนสู่เมืองเยรีโค ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 3 วัน นี่เป็นวิธีการของผู้นำที่ชาญฉลาดที่มีการวางแผนงาน มนุษย์ต้องบำรุงชีวิตด้วยอาหารทั้งฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณ “มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มธ.4:4) ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมเสบียงที่พรักพร้อมทั้งฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณ เพื่อชีวิตที่แข็งแรงสมบูรณ์และสมดุล



3. ก้าวสู่แผ่นดินพันธสัญญา…ด้วยชีวิตที่บริสุทธิ์ (ยชว.3:1-6)

ดินแดนคานาอันเต็มไปด้วยชนพื้นเมืองเดิม 7 ชนชาติที่กราบไหว้นับถือรูปเคารพ บูชาเทพเจ้า ล่วงประเวณี ผิดศีลธรรม มีชีวิตที่ไม่บริสุทธิ์ พระเจ้าทรงเลือกสรรชนชาติอิสราเอลให้เป็นประชาชาติที่ทรงเรียกไว้โดยเฉพาะ เป็นชนชาติที่บริสุทธิ์ เป็นประชากรของพระเจ้า ชีวิตของอิสราเอลจึงต้องมีความแตกต่างจากชนชาติอื่นๆ คือชีวิตที่บริสุทธิ์เหมือนดังพระเจ้าที่ทรงบริสุทธิ์

โยชูวาสั่งให้ประชาชนชำระตนให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้า และเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนพลข้ามแม่น้ำจอร์แดน เมื่อเราอ่านในคัมภีร์เก่า ทุกครั้งที่ประชาชนเข้าเฝ้าพระเจ้า พวกเขาต้องชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งเสื้อผ้าและจิตใจ แม้กระทั่งปุโรหิตที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าในพลับพลา ในอภิสุทธิสถานจะต้องนำเครื่องบูชามาถวายสำหรับความผิดของตนก่อนแล้วจึงถวายสำหรับความผิดของประชาชน (ฮบ.7:27) นี่เป็นหลักฐานชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พระเจ้าทรงประสงค์ให้ชีวิตของผู้ที่เข้าเฝ้าพระองค์มีความบริสุทธิ์ ต้องการให้ลูกของพระองค์ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ (1 ปต.1:15-16) หลังจากที่ประชาชนได้ชำระตัวให้บริสุทธิ์พร้อมที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็ได้เห็นฤทธานุภาพความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

อัครทูตเปาโลได้วิงวอนให้คริสตชนทั้งหลายถวายชีวิตเป็นเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า (รม.12:1-2) ผู้ที่ถวายตัวเช่นนี้ต้องถวายทั้งร่างกายจิตใจความคิดและความปรารถนาของตนมอบแด่พระเจ้า และจำนนต่อพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าแล้วเราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าว่าทรงดียอดเยี่ยมเพียงไร

พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้ชาวอิสราเอลก้าวออกจากถิ่นทุรกันดารโดยไม่มีเป้าหมายและไร้ทิศทาง ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงนำเราทั้งหลายก้าวออกจากความแห้งผากของชีวิต ความร้อนระอุของชีวิต ความสับสนของชีวิต เพื่อเราจะเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตและสัมผัสถึงการทรงอยู่ของพระองค์ตลอดเวลา รวมถึงการทรงนำเราทั้งหลายก้าวสู่แผ่นดินที่อุดมด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม และเรากำลังอยู่บนเส้นทางนั้น




4. ก้าวไปกับพระเจ้าทุกเวลา…ด้วยชีวิตที่สัตย์ซื่อ (ยชว.19:49-51)

โยชูวาแบ่งดินแดนให้แก่ เผ่าต่างๆ ด้วยความเป็นธรรม มิได้ใช้อำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งของการเป็นผู้นำเลือกเอาดินแดนที่ใหญ่โตที่สุดสำหรับตน แต่แบ่งโดยการจับฉลากตามความเหมาะสม ตระกูลใดมีคนมากก็ได้ดินแดนผืนใหญ่ไปปกครอง โยชูวาสัตย์ซื่อต่อคำมั่นสัญญาที่โมเสสได้ให้กับคาเลบว่าจะยกดินแดนส่วนหนึ่งให้แก่คาเลบ และโยชูวาก็กระทำตามนั้นอย่างชาญฉลาด (ยชว.14:6-15) ส่วนดินแดนสำหรับตน โยชูวามิได้ใช้อำนาจได้มา ท่านอยู่ในเผ่าเอฟราอิม เผ่าเอฟราอิมเมื่อได้ดินแดนแล้วก็แบ่งให้คนในตระกูลรวมถึงโยชูวาด้วยผู้นำที่ดีไม่ใช่เก่งแค่พูดแต่ต้องเก่งในการปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นคนพูดเก่งแต่ต้องรักษาคำพูด ไม่ใช่เป็นคนทำงานเก่งแต่ต้องทำงานอย่างสัตย์ซื่อด้วย พระองค์ทรงสัตย์ซื่อไม่ผันแปรเปลี่ยนไป (2 ทธ.2:13) ดังนั้นเราจึงต้องสัตย์ซื่อต่อการปฏิบัติตามพระคำของพระเจ้า สัตย์ซื่อในทางวาจา เงินทอง เรื่องเพศ และสัตย์ซื่อในทุกเรื่อง “คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยที่จะซื่อสัตย์ในของมากด้วยและคนที่อสัตย์ในของเล็กน้อย ก็จะอสัตย์ในของมากเช่นกัน” (ลก.16:10)


5. ก้าวไปกับพระเจ้า…จนวาระสุดท้ายของชีวิต (โยชูวา บทที่ 23-24 )

คำกำชับสุดท้ายของโยชูวา: ท่านโยชูวาได้กำชับประชาชนในโยชูวาบทที่ 23-24 ซึ่งเป็นคำอำลาของโยชูวา ซึ่งท่านได้ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จแล้ว ในการนำชนชาติอิสราเอลออกจากถิ่นทุรกันดารเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา ได้แบ่งดินแดนให้เผ่าทั้ง 12 ตระกูล มีการทำพิธีสุหนัต พิธีปัสกาและการนมัสการพระเจ้า ท่านกำชับประชาชนว่า “มาถึงทุกวันนี้ ทุกสิ่งที่เรามองเห็นและจับต้องทุกสิ่งที่เราผ่านมาในอดีตและสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงที่จะมีมาในอนาคต ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้ให้แก่เรา ขอให้พวกท่านตัดสินใจเอาว่าจะนมัสการผู้ใด…แต่สำหรับข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้ารวมถึงลูกหลานเหลนทุกชั่วอายุสืบไป เราจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ไปตลอดชีวิตของเรา” ประชาชนพร้อมใจกันตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายจะละทิ้งพระเจ้า ไปปรนนิบัติพระอื่นนั้น ขอให้ห่างไกลจากข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด” โยชูวาจึงได้ทำพันธสัญญากับประชาชนและจารึกถ้อยคำเหล่านี้ไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้า เอาก้อนหินใหญ่ตั้งไว้ที่ต้นก่อหลวงในสถานนมัสการแห่งที่เชเคม ตลอดระยะเวลาที่โยชูวาอยู่กับชนชาติอิสราเอลจนกระทั่งสิ้นชีวิตและตลอดสมัยของผู้ใหญ่ที่มีอายุยืนนานกว่าโยชูวา พวกเขาก็รักษาพันธสัญญาของพระเจ้าและตระหนักซาบซึ้งในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่ออิสราเอล (โยชูวา 24:31)

ผู้อ่านที่รักคะ ท่านกล้ายืนอย่างท่านโยชูวาไหม โดยเลือกฝ่ายพระเจ้า กล้าที่จะเปล่งวาจาว่า “แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้าตลอดชีวิต” …อาแมน


โปรดปราน (พีพี )

Jesus-พระเยซู

คอลัมน์พลังชีวิต
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 10 ฉบับที่ 2436 ประจำวัน พุธ ที่ 10 ธันวาคม 2008
โดย อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์


Jesus-พระเยซู

คำนี้เป็นชื่อเรียก “พระเยซู” ตรงกับคำภาษาละตินว่า “Jesus” มาจากคำภาษากรีกว่า “jesous” (จี’ซัส) ซึ่งมาจากภาษาฮิบรูว่า “yeshua” (Yahoshua) แปลว่า “ผู้ช่วยให้รอด”

แท้จริงชื่อภาษากรีกนี้ถือเป็นชื่อที่คนนิยมมากในสมัยของพระเยซูเอง จึงมีหลายคนที่ใช้ชื่อนี้เช่น เยซู บารับบัส, เยซู ยุสทัส (โคโลสี 4 :11) และเยซู ผู้เป็นบรรพบุรุษของโยเซฟ (ลูกา 3:29) แต่ถ้าเป็นชื่อ
ภาษาฮิบรูก็จะออกเสียงว่า “โยชูวา (Joshua)” (กิจการ 7:45 ; ฮีบรู 4:8)

ความหมายตาม Dictionary ของคำว่า Jesus คือ “ศาสดาผู้ก่อตั้งคริสตศาสนา, เป็นผู้ที่ชาวคริสต์เชื่อว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้าและเป็นพระเมสิยาห์ (ผู้ซึ่งได้รับการเจิมตั้งให้มาช่วยมนุษย์ให้รอด)” (The founder of Christianity, regarded by Christians as the son of God and the Messiah.)

จะเห็นได้ว่า แม้คนทั่วๆไปจะถือว่าพระเยซูเป็นศาสดาของคริสตศาสนา แต่ชาวคริสต์ส่วนใหญ่กลับไม่คิดอย่างนั้น! เพราะชาวคริสต์แท้จะเชื่อว่า พระเยซูคริสต์ (Jesus Christ, เยซูเป็นชื่อ, คริสต์เป็นตำแหน่ง แปลว่า “ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมแต่งตั้ง) เป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็น 1 ใน 3 พระภาคของพระเป็นเจ้าที่เรียกว่า ตรีเอกานุภาพ (3 เป็น 1)!

ชาวคริสต์ถือว่า พระเป็นเจ้าเป็นพระเจ้าองค์เดียว แต่มี 3 พระภาคคือ พระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ทางคาทอลิก จะเรียกพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า “พระจิต”)

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามารับสภาพของมนุษย์ในโลกเพื่อจะช่วยมนุษย์ให้รอดจาก 3 “P” ที่เกี่ยวกับบาป นั่นคือโทษของบาป (penalty of sin) ในอดีต, อำนาจของบาป (power of sin) ในปัจจุบัน และการปรากฏอยู่ของบาป (presence of sin) ในอนาคต!

ตามความเชื่อของชาวคริสต์ พระเยซูคริสต์ถูกตรึงสิ้นพระชนม์ในวันศุกร์ ที่เรียกว่า Good Friday และเป็นขึ้นมาจากอุโมงค์ฝังศพในวันอาทิตย์ที่เรียกว่า Easter และหลังจากนั้นอีก 40 วัน ก็เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ที่เรียกว่า “Ascension” จากนั้นพระองค์จะกลับมาอีกครั้งตามพระสัญญา เพื่อรับคนที่เชื่อไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ เราเรียกวันนั้นว่า “The Second Coming of Christ” (การเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระเยซูคริสต์)! ซึ่งคนในปัจจุบันจะนำไปผูกกับเรื่องวาระสุดท้ายของโลก!

ในขณะที่ดำเนินอยู่ในโลก พระเยซูคริสต์ทรงกระทำความดี ด้วยการเทศนา (Preaching), สั่งสอน (Teaching) และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ (Healing) ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของพระองค์ก็คือ การถูกตรึงตายไถ่บาปของมวลมนุษย์โลกนั่นเอง!

พระเยซูคริสต์ (Jesus) ได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์ในการสอน (The Master Teacher) เพราะทรงมีกลวิธีในการสอนที่เยี่ยมยุทธ์เกินผู้ใดเทียบเทียมได้ แต่กระนั้นชาวคริสต์ก็ยังไม่ชื่นชมกับการยกย่องนั้น เพราะเห็นว่าสถานภาพนั้นเมื่อเทียบกับฐานศักดิ์ที่แท้จริงของพระองค์ แล้วยังต่ำกว่าความเป็นจริงมากนักเพราะชาวคริสต์เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า พระองค์ทรงเป็น “พระเจ้า” แห่งฟ้าสวรรค์

ชาวคริสต์ยังเชื่ออีกว่า…พระเยซูคริสต์ทรงตั้งคริสตจักรขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ในการนำมวลมนุษย์ทั้งหลายให้มารับความรอด (พ้นจากโทษบาป)! เพราะพระองค์ได้ทรงชำระหนี้บาปแทนมนุษย์ทุกคนแล้วด้วยการจ่ายค่าไถ่ราคาสูงที่สุดในจักรวาล นั่นคือ ด้วยชีวิตของพระองค์เอง!

พระเยซูคริสต์ทรงเปรียบพระองค์เองเป็นประดุจผู้เลี้ยงแกะที่ดี (The Good Shepherd) ที่ห่วงใยในฝูงแกะ และยินยอมสละชีวิตปกป้องฝูงแกะของพระองค์ พระองค์ยังทรงเปรียบพระองค์เป็นเถาองุ่นแท้ (The true Vine) ที่มีพระเจ้าพระบิดาเป็นเจ้าของสวน และบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์เป็นเสมือนแขนง(กิ่งก้าน)!

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเปรียบเทียบต่อไปว่า พระองค์นั้นเป็นความสว่าง ของโลก (The Light of the World), เป็นอาหารแห่งชีวิต (The Bread of life), เป็นทาง, ความจริง และชีวิต (The Way, The Truth, The Life) เป็นประตู (The Gate), และเป็นเหตุให้คนเป็นขึ้น และมีชีวิต! (The Resurrection and the Life) ฯลฯ

พระเยซูทรงเจริญพระชนม์ขึ้นในเมืองเล็กๆ ชื่อเมืองนาซาเร็ธ ซึ่งอยู่ทางเหนือของอิสราเอล ผู้คนจึงรู้จักพระองค์ในพระนาม “เยซูชาวนาซาเร็ธ” (Jesus of Nazareth) และมีภาพยนตร์คลาสสิกที่นำแสดงโดยดาราชื่อดัง โอลีเวีย ฮัสซีย์ มีชื่อว่า “Jesus of Nazareth” ที่ทุกคนน่าจะได้ชมดูสักครั้ง!

นโปเลียน มหาราช ผู้ยิ่งใหญ่ ตรัสว่า “ข้าพเจ้าเอาชนะโลกนี้ด้วยกำลังทหาร แต่พระเยซูคริสต์ทรงชนะโลกด้วยความรัก…ถ้าโสคราติส (ปรัชญาเมธี ชื่อดังของโลก) เดินเข้ามาในห้องนี้ เราควรลุกขึ้นให้เกียรติแก่ท่าน แต่ถ้าพระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) ทรงเสด็จเข้ามา เราควรจะคุกเข่าลงกราบนมัสการพระองค์!”

หวังว่า วันนี้เราจะรู้จัก “Jesus” ผู้นี้ได้ดีขึ้น!

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ปลูกฝังนิสัยให้ใจเต็มไปด้วยความรัก


ปลูกฝังนิสัยให้ใจเต็มไปด้วยความรัก
http://202.28.54.173/sermons/love2.htm
ตอนที่ 2
ทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
(1 โกรินโธ 13:1-3)

“แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆ ได้ เป็นภาษามนุษย์ก็ดี เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก

ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฉาบหรือฉิ่งที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะพยากรณ์ได้ และเข้าใจในข้อลับลึกทั้งปวง และมีความรู้

ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาค

ของสารพัตรเพื่อเลี้ยงคนจน หรือยอมเอาตัวเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่”



คำนำ: 1. ความรักเป็นอานุภาพต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และสุขภาพจิตต์วิญญาณของมนุษย์ มีผลกระทบต่อ

อุปนิสัยและบุคลิกของคนอย่างมาก

2. โดยความรักพระเยซูยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ดึงดูดคนเป็นอันมากให้มาหาพระองค์

(โยฮัน 12:32)

3. ความรู้สึกที่ว่ามีคนรักเรา เป็นความรู้สึกที่สำคัญที่สุดในโลก คนที่ไม่มีความรัก หรือคนที่ไม่มีความ

รู้สึกว่ามีคนรักเขา เท่ากับตายแล้วทั้งเป็น (โยฮัน 3:14-15)

I. กำลังใจเป็นพลังอันมหาศาล กระตุ้นให้ทำการสำเร็จได้

1. แต่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องและด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง

ก) “ใครผู้ใดจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์เล่า? จะเป็นการยากลำบาก หรือความทุกข์ในใจ หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ เหมือนมีคำเขียนไว้แล้วว่า เพราะเหตุพระองค์เราทั้งหลายถูกฆ่าเสียสิ้นวันยังค่ำ เขาถือว่าเราเหมือนฝูงแกะสำหรับจะเอาไว้ฆ่า แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านั้น เราทั้งหลายมีชัยชนะเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย เหตุว่าข้าพเจ้าเชื่อมั่นคงว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือทูตสวรรค์ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์ หรือสิ่งซึ่งมีอยู่เดี๋ยวนี้ หรือสิ่งซึ่งจะเป็นมาภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือความสูง หรือความลึก หรือสิ่งใดๆ อื่นที่ทรงสร้างแล้ว จะไม่อาจกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของ พระเจ้าซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย” (โรม 8:35-39)

2. เป็นไปได้ มีกำลังใจในการทำการอันยิ่งใหญ่ แต่ด้วยเจตนาที่ผิดและด้วยเหตุผลที่ผิด

ก) “แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆ ได้ เป็นภาษามนุษย์ก็ดี เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็น

เหมือนฉาบหรือฉิ่งที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะพยากรณ์ได้ และเข้าใจในข้อลับลึกทั้งปวง และมีความรู้ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคของสารพัตรเพื่อเลี้ยงคนจน หรือยอมเอาตัวเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” (1 โกรินโธ 13:1-3)



อุทาหรณ์: นักศึกษาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลต่างๆ แม้นักศึกษาที่ดี ที่ขยันเอาใจใส่ทุ่มเทในการศึกษา ก็ด้วยเหตุผลต่างๆ มีนักศึกษากัมพูชาคนหนึ่งชื่อพิช ในวิชาพูดในที่สาธารณะ พิชได้ยืนขึ้นพูดเล่าประวัติของตนเองต่อหน้าชั้น พิชเล่าให้ฟังว่าครอบครัวของเขาค่อนข้างมีฐานะดี ตอนที่พิชอายุ 5 ขวบ คอมมิวนิสต์ได้มายึดครองประเทศ พวกคอมมิวนิสต์ได้จับคนที่มีฐานะดี มีการศึกษา พาไปที่ทุ่งนา พวกคอมมิวนิสต์ใช้ปืนกลยิงคนเหล่านั้นตายเยี่ยงสัตว์ บังเอิญพ่อของพิชไม่ถูกยิงตาย เพราะพวกคอมมิวนิสต์ต้องการใช้ความสามารถของพ่อพิชเกี่ยวกับระบบโทรศัพท์ ขณะที่พ่อของพิชทำงาน ก็มีทหารคอมมิวนิสต์เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ทหารคอมมิวนิสต์ก็เฝ้าดูแลทุกคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด อยู่มาวันหนึ่งพวกคอมมิวนิสต์จับพ่อของพิชไป ตอนที่พิชอายุได้ 7 ขวบ ตั้งแต่นั้นมาคอมมิวนิสต์ได้แยกทุกคนในครอบครัวให้อยู่ต่างหาก พิชอยู่ตามลำพังคนเดียว พิชเล่าว่า เขาร้องไห้ทุกคืนติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน หลังจากนั้น พิชเล่าว่ามีทหารคอมมิวนิสต์เฝ้าพ่อเพียงผู้เดียวตอนที่พ่อทำสายโทรศัพท์ พ่ออาจจะฉวยโอกาสหนีได้ แต่ทหารยามขู่ว่า ถ้าเขาหนีเมื่อใด ลูกเมียของเขาจะต้องถูกฆ่าตายหมด พ่อของพิชเคยเห็นพวกนี้ทำมาแล้ว ดังนั้นพ่อของพิชจำต้องทนอยู่ต่อไป เพื่อความปลอดภัยของลูกเมีย ในที่สุดพ่อของพิชก็ถูกฆ่าตาย

ต่อมาพิชและครอบครัวหนีไปยังประเทศอเมริกา พิชได้สรุปว่า “พ่อของผมยอมตายเพื่อให้ผมรอดชีวิต เพื่อให้ผมมีการศึกษาสูงๆ ท่านลองคิดดูซิว่า พิชเป็นนักศึกษาแบบไหน? เขา ดิ้นรนในการศึกษาสุดฤทธิ์ เพื่อให้สมกับที่พ่อยอมตายเพื่อเขา ความรัก เป็นแรงใจของพ่อที่ยอมตายเพื่อลูก และ ความรัก เป็นแรงใจทำให้พิชทุ่มเทสุดฤทธิ์ในการศึกษา

3. เป็นไปได้เหมือนกันที่คนจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ด้วยเหตุผลหรือเจตนารมภ์ที่ผิด ตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ใน โยฮัน 8:1-11 ผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา คือพวกฟาริซาย ได้จับผู้หญิงที่ได้ทำผิดประเวณีพามาหาพระเยซู เป็นการถูกต้องและสมควรที่จะลงโทษทั้งเธอและผู้ชายที่กระทำผิดศีลธรรม

แต่ทำไมคนเหล่านั้นพาผู้หญิงคนนี้มาหาพระเยซู? พระเยซูไม่ใช่เป็นผู้พิพากษา หากเขาต้องการเชิดชูบัญญัติของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือ? หรือพวกเขาต้องการให้ผู้หญิงนี้มีประสบการณ์กับพระเยซูผู้มีพระทัยเมตตา และพร้อมที่จะให้อภัยแก่คนบาป คำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เหตุผลที่เขาพาผู้หญิงมาหาพระเยซูก็เพราะเขาจะหาช่องจับผิดพระเยซูว่าละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า จุดประสงค์อันเดียวของพวกเขาก็คือ สร้างสถานการณ์ที่จะจับผิดพระเยซู ชะตากรรมของผู้หญิงคนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเธอ กับจิตต์วิญญาณของเธอ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พวกเขาเสียใจ ความรักไม่ใช่เป็นแรงจูงใจในการกระทำของพวกเขา

II. หัวใจที่เต็มด้วยความรัก ย่อมทำทุกสิ่งด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
หัวใจที่ทำการดีไม่ใช่ทำด้วยความรักจะได้รับอะไร?

1. เจตนาที่อยู่เบื้องหลังในการกระทำการดีมีความหมายต่อพระเจ้ามาก

พระเจ้าได้ตรัสแก่ซามูเอลว่า “แต่พระยะโฮวาทรงตรัสแก่ซามูเอลว่า อย่าเห็นแก่รูปหรือร่างสูงของเขา เพราะมนุษย์เคยแลดูหน้าตากัน แต่พระยะโฮวาทรงทอดพระเนตรดวงจิตต์” (1 ซามูเอล 16:7)

2. พระเยซูสอนไว้อย่างชัดเจนใน

มัดธาย 6:1 ท่านจงระวังให้ดี อย่าทำความชอบธรรมของท่านต่อหน้ามนุษย์เพื่อหวังจะให้เขาเห็น ถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จแต่พระบิดาของท่านผู้สถิตย์ในสวรรค์”

แม้ว่าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้คนยกย่องสรรเสริญตนเอง เขาก็จะได้ความสรรเสริญจากมนุษย์ แต่ไม่ใช่จากพระเจ้า

3. พระเยซูได้สอนการดี 3 ประการ ที่คนทำด้วยเจตนาที่ผิด

(ก) “เหตุฉะนั้นเมื่อทำทาน อย่าเป่าแตรข้างหน้าท่าน เหมือนคนหน้าซื่อใจคดกระทำในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อจะได้ความสรรเสริญจากมนุษย์ เราบอกท่านตามจริงว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทานอย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น เพื่อทานของท่านจะเป็นทานลับ และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลับลี้ จะทรงโปรดประทานบำเหน็จให้ท่าน” (มัดธาย 6:2-4)

(ข) “เมื่อท่านทั้งหลายจะอธิษฐานอย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อจะให้คนทั้งปวงเห็น เราบอกท่านตามจริงว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานขอจากพระบิดาของท่านผู้อยู่ในที่ ลับลี้ และพระบิดาของท่านผู้อยู่ในที่ลับลี้จะทรงโปรดประทานแก่ท่าน” (มัดธาย 6:5-6)

(ค) “เมื่อท่านถือศีลอดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด ด้วยเขาทำหน้าให้มอมแมมเพื่อจะให้ปรากฏแก่มนุษย์ว่าเขาถือศีลอดอาหาร เราบอกท่านตามจริงว่าเขาได้บำเหน็จของเขาแล้ว ส่วนท่านเมื่อถือศีลอดอาหาร แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่านผู้อยู่ในที่ลับลี้ และพระบิดาของท่านผู้เห็นในที่ลับลี้ก็จะทรงประทานบำเหน็จให้แก่ท่าน” (มัดธาย 6:16-18)

4. การแจกทานแก่คนยากจน, การอธิษฐาน และการอดอาหาร เป็นการดีที่พวกยิวสมัยโบราณ, ยิวปัจจุบัน และ คริสเตียนกระทำ แม้ว่าการดีเหล่านี้ (ซึ่งยังไม่นับการสอนชั้นรวี, การนำเพลง, การเทศนา, การอธิษฐาน, การถวายทรัพย์, ทำพิธีระลึก) อาจจะทำด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง พระเยซูสอนไว้อย่างชัดเจนว่า การกระทำใดๆ ที่ไม่ออกมาจากความรัก พระองค์ถือว่า ไร้ประโยชน์, ว่างเปล่า, สูญเปล่า

5. ใน 1 โกรินโธ 13:1-3 เปาโลได้บอกการดีต่างๆ ที่คนทำเช่น (1) การพูดภาษาแปลกๆ (2) มีความรู้และมีความเชื่อมาก (3) ยอมตายเพื่อพระเยซู แต่เปาโลสรุปว่า “ถ้าไม่มีความรัก การต่างๆที่ข้าพเจ้ากระทำก็ไม่มีค่าอะไรเลย”

6. นักเทศน์ที่ประสบความสำเร็จ คือนักเทศน์ที่เทศนาว่า จงปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า พระองค์จะอวยพรให้ท่านร่ำรวย, มีความสุข คำเทศนานี้จะขายดี แต่บำเหน็จในการรับใช้พระเจ้าไม่ใช่ทรัพย์สิ่งของ ความมั่งคั่ง ถ้าเราดูคำเทศนาของพระเยซูใน มัดธาย บทที่ 5 เรื่องความสุขแท้ พระเยซูสัญญาว่าบำเหน็จของคริสเตียนคือ สันติสุข, ความชอบธรรม, ความเมตตา และสิทธิที่ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า

III. หัวใจทำการดีด้วยความรักเป็นแรงจูงใจจะเกิดผลดีต่อชีวิต
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความรักเป็นแรงจูงใจให้เรากระทำการดี? จะมีผลต่อชีวิตของเราอย่างไร?

ก. ประการแรก: ความรักต่อผู้อื่นเป็นเป้าหมายทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

1. วัยรุ่นส่วนมากเมื่อถามว่าคุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิต ส่วนมากจะไม่เคยคิดมาก่อน คนที่มี ความสุขคือคนที่มีเป้าหมาย และใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และคนที่ควบคุมชีวิตของตนไปตามกรอบ

2. เราเคยอ่านหรือได้ยินเรื่องราวของคนบางคนที่ประสบความสำเร็จ เราพบว่าคนเหล่านี้มักทำงานหนัก ทำงานเป็นเวลานานๆ 99% มากกว่าโดยเฉลี่ยของคนทั่วไป บางทีไม่มีวันหยุด มีงานเยอะแยะ คนเหล่านี้มีความเบื่อไหม? ไม่มีความสุขหรือ? บ่นอุบอิบ ไม่พอใจหรือ? เปล่า! ทำไม? เพราะคนเหล่านี้รักและสนุกกับการทำงานของตน ได้กำลังใจจากผลของการทำงาน

3. ตัวอย่าง: แม่ชี Teresa ที่กัลกัตตา, อินเดีย แม่ชีได้รับคนเจ็บคนป่วย, คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยบนถนนนำมาเลี้ยงดู ถามเธอว่าทุกวันเธอเริ่มต้นทำงานอย่างไร? เธอตอบว่า เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานเวลา 4:30 น. หลังจากอธิษฐานแล้วทำอะไร? “เราพยายามอธิษฐานตลอดสัปดาห์โดยการทำการกับพระเยซู เพื่อพระเยซู แด่พระเยซู นี่ช่วยให้เราทุ่มเท, กาย, ใจ ทำการเหล่านี้ คนป่วย, คนพิการ, คนปัญญาอ่อน, คนไม่มีที่อาศัย, คนที่ไม่มีใครรัก คนเหล่านี้เปรียบเหมือนตัวพระเยซูเอง”

มัดธาย 25:31-46 “เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาด้วยรัศมีภาพของพระองค์กับทั้งหมู่ทูตสวรรค์

เมื่อนั้นพระองค์จะทรงนั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์ บรรดาชนชาติต่างๆ จะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกเขาทั้งหลายออกจากกัน เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ ส่วนฝูงแกะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องซ้าย ขณะนั้นพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาว่า ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาแผ่นดินซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราอยากอาหารท่านก็ได้จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำท่านก็ได้ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกายท่านก็ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บท่านก็ได้มาหาเรา เมื่อเราต้องจำอยู่ในพันธนาคารท่านก็ได้มาหาเรา เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ที่ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร หรือ

ทรงกระหายนั้นและได้จัดมาถวายแก่พระองค์แต่เมื่อไร ที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์เป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกายและได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร ที่ข้าพเจ้าเห็นพระองค์

ทรงประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคารและได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่เขาว่า เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่ผู้เล็กน้อยที่สุดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนท่านได้กระทำแก่เราด้วย พระองค์จึงตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายว่าเจ้าทั้งหลายผู้ต้องแช่งสาปจงถอยไปจากเราเข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารและพรรคพวกของมันนั้น เพราะว่าเมื่อเราอยากอาหารเจ้าก็มิได้ให้เรากิน เรากระหายน้ำเจ้าก็มิได้ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าเจ้าก็ไม่ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกายเจ้าก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เราเจ็บและต้องจำอยู่ในพันธนาคาร เจ้าก็ไม่ได้มาเยี่ยมเรา เขาทั้งหลายจะทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ทรงอยากพระกระยาหารหรือทรงกระหายน้ำ หรือทรงเป็นแขกแปลกหน้าและเปลือยพระกาย หรือทรงประชวรและต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และข้าพเจ้ามิได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นแต่เมื่อไร เมื่อนั้นพระองค์จะตรัสแก่เขาว่า เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ซึ่งเจ้ามิได้กระทำแก่ผู้เล็กน้อยที่สุดสักคนหนึ่งใน พวกนี้ เจ้าก็มิได้กระทำแก่เราด้วย และพวกเหล่านี้จะต้องไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์ แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าในชีวิตนิรันดร์”

แล้วแม่ชีได้ชี้แจงเป้าประสงค์ในการทำงานของเธอ “ฉันไม่อ้างผลงานเหล่านี้เป็นของฉัน แต่เป็นงานของพระเจ้า ฉันเป็นเหมือนดินสออยู่ที่พระหัตถ์ของพระเจ้าแค่นั้น พระองค์เป็นผู้คิด, พระองค์เป็นผู้เขียน เพียงแต่ยอมให้พระหัตถ์ของพระองค์ใช้เท่านั้นเอง”

(Time Magazine 12/4/89, p.11)

แม่ชีเทริซามีแรงจูงใจในการทำงานด้วยความรัก แม่ชีเทริซาเรียนรู้จักการทำงานอันสำคัญยิ่งใหญ่มากกว่าตัวเธอเอง ซึ่งเป็นแรงจูงใจในการทำการที่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมีคนมากมายอาสาสมัครจากทั่วโลกไปช่วยเธอทำงาน เธอทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

4. คนส่วนมากในโลกนี้ ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข แต่ลึกๆ ในใจของเรา พระเจ้าบอกความจริงว่า ชีวิตของเราน่าจะมีความหมายมากยิ่งกว่า “การกิน, ดื่ม, สนุกสนานเท่านั้น” จนกว่าเราจะใช้ชีวิตให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์อันแท้จริง เราอาจจะทำการสำเร็จ ซื้อทุกสิ่งตามที่เราต้องการ เรายังคงพบกับความเบื่อหน่ายและความว่างเปล่าในชีวิต คนที่ใช้เวลาไปในการเที่ยวหา ซื้อรถยนต์, เสื้อผ้า, ซื้อเพชรนิลจินดา รู้ว่าจะยอมรับความจริงหรือไม่ก็ตาม ยิ่งมีวัตถุสิ่งของมากเท่าไร ชีวิตก็ยิ่งมีความรู้สึกว่างเปล่าเหมือนไม่มีอะไรเลย เป็นไปได้ที่คนเราจะมีชื่อเสียงโด่งดังในสังคม แต่ไม่รู้จักตัวของตัวเอง



5. ตัวอย่าง: Jack Lemmon นักแสดงกล่าวว่า “เหมือนคนอื่นทั่วไป ผมเคยคิดว่าความสำเร็จคือการมีเงินและมีชื่อเสียง คิดว่ามีเงินและมีชื่อเสียง ปัญหาทั้งสิ้นก็จบลง แต่มันไม่ใช่จบ แต่ปัญหามันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นแทน ปัญหาเป็นอย่างอื่นที่ใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิม คนที่ทำงานกวาดถนนสามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าเขารักในสิ่งที่เขาทำ และเขาทำดีที่สุดในสิ่งที่เขาทำ รักในสิ่งที่ท่านทำและมีเจตนาอันถูกต้องในการทำ นั่นแหละจะทำให้ท่านสำเร็จ

ข. ประการที่สอง: ความรักเป็นแรงจูงใจจะช่วยให้ชีวิตของคนมีทิศทาง

1. ถ้าเรามีทิศทางที่จะไปก็จะช่วยให้เรารู้จักใช้เวลาให้ดีที่สุดแต่ละวันอย่างไร? หวังใจว่าท่านได้เริ่ม

คิดแล้วว่าพระเจ้ามีจุดประสงค์อะไรในตัวท่าน ขึ้นอยู่ที่ตัวท่านจะก้าวจากตรงนั้นไปอย่างไร?

2. จินตนาการจะช่วยท่านอย่างดีในเรื่องการใช้เวลา สมมุติว่าหมอบอกท่านว่า ท่านมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่หกเดือน ท่านจะใช้เวลาภายในหกเดือนอย่างไร? มีอะไรที่ท่านรู้ว่าท่านต้องทำบ้าง? ท่านอยากทำอะไร? และมีอะไรบ้างที่ท่านได้ทำแล้ว หรือมีบางสิ่งที่สำคัญมากที่ท่านควรทำแต่ท่านไม่ได้ทำ? ถ้าท่านตอบคำถามเหล่านี้ได้ก็จะช่วยให้ท่านรู้ว่าท่านควรใช้เวลาแต่ละวันอย่างไร

3. เปาโลประสบความสำเร็จในการรับใช้พระเจ้า เพราะเปาโลมีเป้าประสงค์เดียว

(ก) ฟิลิปปอย 3:12-13 “มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้วหรือลุโสดาแล้ว แต่ข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปเพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาตามอย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยเอาข้าพเจ้าไว้นั้น ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่มีอย่างเดียวคือว่าสิ่งเหล่านั้นที่ผ่านพ้นมาแล้วข้าพเจ้าก็ลืมเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ข้างหน้า”

(ข) ฟิลิปปอย 1:20-21 “ตามความมุ่งหมายอย่างยิ่ง และความหวังของข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าจะไม่มีความละอายในสิ่งใดๆ เลย แต่เมื่อก่อนทุกครั้งมีใจกล้าเสมอฉันใด บัดนี้ก็ขอให้เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น แม้จะเป็นก็ดีหรือจะตายก็ดี พระคริสต์ก็จะได้รับเกียรติยศในร่างกายของข้าพเจ้า เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การที่มีชีวิตอยู่ก็ได้พระคริสต์ และการที่ตายก็ได้ดีกว่านั้น”

(ค) 2 ติโมเธียว 4:6-7 “ด้วยว่าฝ่ายข้าพเจ้านั้นโลหิตก็กำลังจะไหลออกเป็นเครื่องสักการบูชาแล้ว และเวลาซึ่งข้าพเจ้าจะต้องลาไปนั้นก็ใกล้จะถึงแล้ว ข้าพเจ้าเข้าในการปล้ำสู้อย่างดีแล้ว ข้าพเจ้าวิ่งแข่งถึงที่สุดปลายแล้ว ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อนั้นไว้แล้ว”

4. ถ้าคริสเตียนทุกคนรู้จุดมุ่งหมายว่า เราอยู่ในโลกนี้ก็เพื่อทำให้โลกเป็นที่น่าอยู่น่าอาศัย เราทำอย่างนั้นได้ก็โดยสำแดงพระกิตติคุณแห่งความรัก และเราทำโดยการส่งรอยยิ้ม และสำแดงความรักแก่ทุกคนที่เราพบ นอกเหนือจากนั้น พระเจ้ามีจุดประสงค์พิเศษให้เราแต่ละคน เราจำเป็นต้องค้นหาเมื่อพบแล้วก็ดำเนินไปตามนั้น



5. ถ้าเราดำเนินชีวิตโดยไม่มีจุดหมายปลายทางก็จะเป็นเหมือนสุนัขล่าสัตว์วิ่งส่ายไปทั่ว โดยไม่รู้ว่าจะไปทางใด ตอนแรกมันได้กลิ่นกวาง มันวิ่งไปตามหากวาง อีกสักครู่มันได้กลิ่นกระต่ายป่า มันก็วิ่งไปตามกลิ่นนั้น พอเห็นกระรอกวิ่งผ่านหน้า มันก็วิ่งไล่ตามกระรอกไป พอเจ้าของสุนัขวิ่งไปถึงมันก็เห่าใส่หลุมกอล์ฟ เป็นการง่ายที่จะวิ่งไล่ตามอะไรที่ผ่านหน้าเรา จบลงด้วยการเห่าใส่หลุมกอล์ฟ เพราะเราไม่มีเป้าประสงค์ที่แน่นอนอย่างชัดเจนในสมองของเรา

ค. ประการที่สาม: ความรักเป็นแรงจูงใจจะช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่เหนือคำตำหนิ

และ คำนินทาต่างๆ ได้

1. การถูกตำหนิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะถ้าต้องการจะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้มันดีขึ้น การมีเป้าหมายที่แน่นอนและรู้เหตุผลที่แน่นอน จะช่วยให้เผชิญหน้ากับการถูกตำหนิได้ง่ายขึ้น

2. จำเรื่องราวของนะเฮ็มยาใน OT. ได้ไหม? เขาเป็นเสนาบดีถวายเครื่องเสวยของกษัตริย์ อะระธาสัศธา แห่งเปอร์เซีย พระเจ้าเรียกให้นะเฮ็มยากลับไปกรุงยะรูซาเล็มเพื่อสร้างกำแพงตอนที่ท่านได้ทำหน้าที่ พวกศัตรูได้เข้ามารบกวนและตำหนิติเตียนท่านถึง 4 ครั้ง ท้าทายนะเฮ็มยาให้ออกไปสู้รบ แต่ 4 ครั้ง นะเฮ็มยาตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังทำการใหญ่ของพระเจ้า เราไปหาเจ้าไม่ได้”

3. เราก็เหมือนกันควรเป็นเหมือนนะเฮ็มยา ให้เราจดจ่อกับเป้าประสงค์ของพระเจ้า เป็นการง่ายที่เราจะถูกรบกวนสมาธิทำให้เราเบนออกไปนอกเส้นทาง และบ่อยครั้งสิ่งที่เราถูกตำหนิหรือตำหนิคนอื่นในคริสตจักร เป็นเรื่องขี้ผง อาทิตย์ต่อไปเราลืมแล้ว แต่รอยแผลที่ทิ้งไว้ใช้เวลากว่าจะรักษาให้หายได้

4. โลกตำหนิคริสเตียน เพราะโลกไม่เข้าใจเป้าหมายในชีวิตของเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าโลกจะประณามว่าเราโง่ อย่าหวั่นไหว จงจ้องสายตาในสิ่งที่เราทำเพื่อพระเจ้า การถูกตำหนิติเตียนจะต้องเจอแน่นอน แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง จะเป็นแรงจูงใจให้เราทำการจนสำเร็จ

IV. เป้าประสงค์ดีเป็นแรงจูงใจที่ดี

จริงอยู่ความรักเป็นแรงจูงใจในการสร้างสรรสิ่งที่ดีงาม เป้าประสงค์ดีก็สมควรปลูกฝังในชีวิตของเรา

1. เป้าดีประการแรก: เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้เราเป็นเหมือนพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า

(ก) “ด้วยว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงดำริไว้ให้เป็นตามพระลักษณะพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก”

(โรม 8:29)



(ข) พระองค์ฝึกฝนอบรมและเฆี่ยนตีสั่งสอนเราเพื่อให้เราบรรลุเป้า “และท่านได้ลืมคำเตือนนั้นเสีย ซึ่งได้เตือนท่านเหมือนกับเตือนบุตรว่า ดูก่อนบุตรของข้าพเจ้า อย่าประมาทต่อการตีสอนขององค์ พระผู้เป็นเจ้า และอย่าระอาใจเมื่อพระองค์ทรงติเตียนท่านนั้น และพระองค์ทรงรับคนใดเป็นบุตร พระองค์ก็ทรงเฆี่ยนตีผู้นั้น” (เฮ็บราย 12:5-6)

(ค) เป้าที่ดีก็ต้องร่วมมือกับพระเจ้าในการพัฒนานิสัยให้เป็นเหมือนพระเยซู เราสามารถรับการ เฆี่ยนตีสั่งสอน, เรียนรู้ และเจริญเติบโต หรือเราจะดื้อรั้น และประสบกับความวุ่นวายต่างๆ ท่านเป็นผู้เลือกเอง ท่านตั้งเป้าที่จะเป็นเหมือนพระเยซู มุ่งมั่นในการอธิษฐาน, การนมัสการ, การร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้อง,ศึกษาพระคำของพระเจ้า เพื่อว่าพระคริสต์จะได้ก่อกำเนิดในตัวเรา

2. เป้าดีประการที่สอง: ในชีวิตของเรา เราควรทำอะไรที่มีคุณประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างถาวร

(ก) พระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายมิได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลายและได้ตั้งท่านไว้เพื่อท่านจะได้เกิดผล และผลของท่านจะอยู่ถาวร เพื่อเมื่อท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นแก่ท่าน” (โยฮัน 15:16)

(ข) อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นกิจการของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นใหม่ในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะให้กระทำการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ก่อนให้เราประพฤติตามนั้น” (เอเฟโซ 2:10)

(ค) เป้าหมายในชีวิตแบบนี้จะยกชูเราให้สูงเหนือระดับเนื้อหนังมังสา เวลา, พลัง, เงินของเราส่วนมากจะใช้ไปกับการเลี้ยงชีพของเรา พระเยซูสอนไม่ให้เรากระวนกระวายใจด้วยสิ่งใด พระองค์สอนให้เราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด (มัดธาย 6:25-33)

(ง) ทุกวันนี้ท่านทำอะไร? สัปดาห์หน้านี้มีโปรแกรมธุระยุ่งกับอะไร เป็นธุระที่มีคุณค่าถาวรนิรันดร์หรือชั่วคราว? ท่านจริงใจตอบว่า “ไม่” ขอเสนอว่าท่านตั้งเป้าชีวิตของท่านเสียใหม่ว่าท่านจะใช้ชีวิตอย่างไร?

3. เป้าดีประการที่สาม: มีอุดมคติในชีวิตที่มีคุณค่าควรแก่การที่เรายอมตายเพื่อสิ่งนั้นได้

มีอะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน?

(ก) พระเยซูตรัสว่า “เพราะว่าผู้ใดจะใคร่เอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราและเพราะเห็นแก่กิตติคุณของเรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร?” (มาระโก 8:35-36)

(ข) ลองถามตัวเองดูว่า “ต้องการให้ชีวิตของเราจบลงอย่างไร?” บางคนบอกว่าไม่ทราบ ไม่เคยคิด มาก่อน

(ค) เป็นการดีที่จะถามตัวเองว่า ถ้าเราเหลือชีวิตอีกหกเดือนเราจะใช้ชีวิตอย่างไร? และถ้าเราจากไปแล้ว เราต้องการให้คนเขาระลึกถึงเราอย่างไร? คนจะคิดถึงท่านอย่างไร?

(ง) คนบางคนจะฆ่าหรือยอมตายเพื่อเงิน บางคนอาจจะยอมตายเพื่อคนที่ตนรัก บางคนยินดีตายเพื่อประกาศ คนเป็นอันมากตายเพื่อจะได้มาซึ่งเสรีภาพ อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ก็คือ แผ่นดินของพระเจ้ามีคนเป็นอันมากยอมตายเพื่อพระเยซู เฮ็บราย 11 ได้ยกตัวอย่างบางคน

4. เบนไปจากเป้าทำให้ตาลาย: คนที่ไม่มีสมาธิ มักจะตาลาย โฟกัสไม่ชัดเจน

(ก) อุทาหรณ์: น่าสนใจที่สังเกตดูผู้ฝึกสิงห์โตให้เชื่อง ผมแปลกใจว่าทำไมคนฝึกสิงห์โตมักถือโต๊ะที่มี 4 ขา เวลามีการแสดงแล้วยังถือแซ่และก็ถือปืน เหตุผลก็ชัดเจน แต่ทำไมโต๊ะ 4 ขา มันไม่ได้ช่วยให้สิงห์โตเชื่องช้าลง มันยังดุมากขึ้น William H. Himson ผู้ฝึกสิงห์โตได้ชี้แจงว่า เหตุผลที่ใช้โต๊ะ 4 ขา เวลาฝึกก็เพราะว่า สิงห์โตจะโฟกัสโต๊ะที่มี 4 ขาพร้อมๆ กัน เมื่อมันทำอย่างนั้นมันยิ่งมองไม่เห็นชัดเจน ทำให้มันเชื่องมากขึ้น เมื่อสิงห์โตตาลาย ทำให้มันสับสนมันจึงไม่วิ่งเข้าใส่ผู้ฝึก

(ข) นั่นเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับชีวิต ส่วนมากเรามีธุระยุ่ง ยุ่งกับธุระสารพัดอย่าง มากยิ่งกว่าโต๊ะ 4 ขา ทำให้เราเกิดตาลาย ผลทำให้ตาใจของเราตาลาย เรายุ่งกับธุระที่ไม่สำคัญทุกวันๆ แต่ธุระที่สำคัญกว่ากลับไม่สนใจ

(ค) ธุระของพระเจ้าที่สำคัญที่สุดคนมองข้าม หรือไม่ก็ผัดวันประกันพรุ่งไม่รู้สิ้นสุด ฝันว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเราคงมีเวลา

(ง) เราต้องการศูนย์กลางคือพระเยซู มีสายตาของเราจับจ้องอยู่ที่พระองค์

“เหตุฉะนั้นครั้นเรามีพยานหมู่ใหญ่อย่างนั้นอยู่รอบข้าง ให้เราทิ้งของหนักทุกสิ่งที่ขัดข้องอยู่ และการผิดที่เรามักง่ายกระทำนั้น และการวิ่งแข่งกันที่กำหนดไว้สำหรับเรานั้น ให้เราวิ่งด้วยความเพียรพยายามหมายเอาพระเยซูเป็นผู้นำ และเป็นผู้ส่งเสริมความเชื่อของเราให้สำเร็จ เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร และได้เสด็จนั่งเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว” (เฮ็บราย 12:1-2)



สรุป:

1. เมื่อพระเจ้าส่งซามูเอลไปบ้านยิซัยเพื่อจะเลือกกษัตริย์องค์ใหม่ของยิศราเอล พระองค์ตรัสกับซามูเอลว่า “แต่พระยะโฮวาทรงตรัสแก่ซามูเอลว่า อย่าเห็นแก่รูปหรือร่างสูงของเขา เพราะมนุษย์เคยแลดูหน้าตากัน แต่พระยะโฮวาทรงทอดพระเนตรดวงจิตต์” (1 ซามูเอล 16:7)

2. ดาวิดได้ถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ใหม่แทนกษัตริย์ซาอูล ทั้งๆ ที่พระเจ้ารู้ว่าดาวิดจะทำให้พระเจ้าเสียพระทัยในความผิดที่เขาทำ ท่านคิดว่า ทำไมพระเจ้าเลือกดา

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การช่วยกู้จากพระเจ้า


เตือนใจไม่ให้ลืมพระเจ้า: DON’T FORGET THE LORD(ฉธบ. 8:11 *** 20)
ข้อ 11 "ท่านทั้งหลายจงระวังตัวอย่าลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยไม่รักษาพระบัญญัติและกฎหมาย
และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
ข้อ 12 เกรงว่า เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ได้สร้างบ้านเรือนดีๆและได้อาศัย
อยู่ในนั้น
ข้อ 13 และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่านทวีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น และบรรดาซึ่งท่านมีอยู่ก็ทวีขึ้น
ข้อ 14 จิตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายผู้
ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากแผ่นดินอียิปต์ ออกจากแดนทาส
ข้อ 15 ผู้ทรงนำท่านมาตลอดถิ่นทุรกันดารใหญ่น่ากลัว ซึ่งมีงูแมวเซาและแมงป่อง และดินแห้งแล้งไม่มีน้ำ
ผู้ทรงประทานน้ำจากหินแข็งให้แก่ท่าน
ข้อ 16 ผู้ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานาในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่ทราบ เพื่อว่าพระองค์
จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ท่านในบั้นปลาย
ข้อ 17 จงระวังให้ดีเกรงว่าท่านจะนึกในใจว่า "กำลังและเรี่ยวแรงของข้านำ
ทรัพย์มีค่านี้มาให้"
ข้อ 18 ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่
ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญาณ
ต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
ข้อ 19 และถ้าท่านลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ไปติดตามพระอื่นและปฏิบัตินมัสการพระเหล่านั้น
ข้าพเจ้าขอเตือนท่านจริงๆในวันนี้ว่าท่านจะต้องพินาศเป็นแน่
ข้อ 20 อย่างกับบรรดาประชาชาติซึ่งพระเจ้าทรงกระทำให้พินาศไปต่อหน้าท่าน ท่านทั้งหลายจะพินาศอย่าง
นั้นแหละ เพราะท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย
โครงร่าง
คนมักจะลืมพระเจ้าในเรื่องอะไรบ้าง
1. ลืมว่าพระเจ้าเป็นผู้ช่วยกู้ชีวิตของเรา (14ข – 15ก)
2. ลืมว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดสรรสิ่งจำเป็นให้กับเรา (15ข – 16)
3. ลืมว่าพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา (17 – 18)
4. ลืมว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ (19ก)
ผลที่จะตามมาหากลืมพระเจ้า
เราจะพินาศ เช่น การสูญเสียความรอด (19ข – 20)
2
คำนำ
เรื่องเล่า
• สมชาย นักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่ง กำลังตื่นเต้นที่มอบของขวัญให้ภรรยาเพราะเขาคิดว่า ภรรยาของเขาจะ
แปลกประหลาดใจ และเต็มไปด้วยความสุขแน่ เพราะเขาไม่ลืมวันเกิดของเธอ แต่เมื่อนักธุรกิจหนุ่มคน
นั้นยื่นของขวัญวันเกิดนั้นให้ภรรยาของเขา ปรากฏว่าภรรยาของเขากลับอยู่ในอาการแปลกประหลาด
นักธุรกิจหนุ่มจึงถามว่า “เธอไม่ดีใจหรอกหรือที่ฉันไม่เคยลืมวันเกิดของเธอเลย” ภรรยาจึงตอบชายคน
นั้น “ฉันจะดีใจได้อย่างไรก็ในเมื่อวันเกิดวันนี้มันเป็นวันเกิดของคุณ เอานี่ สุขสันต์วันเกิดค่ะ”
สรุป
• ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ที่อาจจะลืมของบางสิ่งบางอย่าง จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหา เช่น เราอาจเคยลืม
นำหลักฐานไปให้กับหน่วยงานที่เราติดต่อ จนเป็นเหตุให้ต้องกลับไปเอาอีก
• ถ้าลืมสิ่งเล็กๆน้อยๆอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเรายิ่งลืมสิ่งสำคัญมากที่สุด เราคงประสบกับปัญหาใหญ่
หลวงแน่ๆ
• เหมือนกับที่ชีวิตของบางคนมักไม่เคยลืมปากกา หมี POOH เวลาไปสอบ หรือไม่เคยลืมตุ๊กตาพระเจ้า
ARFIELDเวลาไปเที่ยว สิ่งเหล่านี้ไม่เคยลืมแต่เรากลับลืมที่สำคัญที่สุดนั้นคือ พระเจ้า
• พระเจ้าที่สามารถช่วยเราเวลาเกิดอุบัติเหตุ ได้แต่ ปากกา หมี POOH ช่วยเราไม่ได้
• พระเจ้าที่สามารถช่วยเราเวลาเจอปัญหาได้ แต่ ตุ๊กตา พระเจ้าARFIELD ช่วยเราไม่ได้
• และในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 8 นี้ เป็นบทที่โมเสสได้เตือนอิสราเอลไม่ให้ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด
นั้นคือ พระเจ้าของเขาและพระเจ้าของเราด้วย
อธิบายบริบท พระคัมภีร์
• พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัตินี้ได้ถูกบันทึกขึ้นในยุคโมเสสช่วงปลายศตวรรษ กคศ.15
• โดยโมเสสได้บันทึกพระวจนะนี้ เพื่อเตือนใจให้แก่ อิสราเอลในรุ่นที่ 2 หลังจากอิสราเอลรุ่นแรกที่พระเจ้า
ทรงช่วยเขาให้ออกจาอียิปต์ เสียชีวิตหมด เหลือเพียงแต่โยชูวาและคาเลบ เพราะอิสราเอลรุ่นแรก ไม่ได้
เห็นคุณค่าและเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าสอนพวกเขาไว้ จนเป็นเหตุให้พวกเขาต้องอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี
• เพราะเหตุนี้ โมเสสจึงได้เขียนพระธรรมเล่มนี้เพื่อเตือนใจ อิสราเอลรุ่นที่ 2 จะไม่ดำเนินรอยตาม
อิสราเอลรุ่นแรก และหันเหทางของเขาไปหาพระอื่น และเป็นการย้ำให้เขาจดจำการช่วยกู้ของพระเจ้า
เพราะเขาไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงช่วยอิสราเอลในอียิปต์
• วันนี้เราเองก็เป็นอิสราเอลในผ่ายวิญญาณ เป็นผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้าเที่ยงแท้
• หวังว่าวันนี้พระธรรมตอนนี้จะมาถึงชีวิตของเรา เพื่อเตือนใจเราไม่ให้ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือ
พระเจ้าของเรา
• ผมจึงให้หัวข้อคำเทศนา วันนี้ว่า “เตือนใจไม่ให้ลืมพระเจ้า”
• ซึ่งจะมี 2 หมวดใหญ่ๆ
• พระคัมภีร์ ไ
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
ด้เริ่มต้นอธิบายบริบทนี้ก่อนในข้อที่ (11 – 14ก)
3
• และในข้อ (14 – 19ก) ได้อธิบายเกี่ยวกับ หมวดที่ 1 คนมักจะลืมพระเจ้าในเรื่องอะไรบ้าง
• และในข้อ (19ข – 20) ได้อธิบายเกี่ยวกับ หมวดที่ 2 ผลที่จะตามมาหากลืมพระเจ้า
• เริ่มต้นบริบทในข้อ (11 – 14ก)
• โมเสสได้ให้คำนิยามของการลืม พระเจ้า ว่า แท้ที่จริงอะไรคือความหมายของการลืมพระเจ้า ซึ่งปรากฏ
อยู่ในข้อ 11
ข้อ 11 "ท่านทั้งหลายจงระวังตัวอย่าลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยไม่รักษาพระ
บัญญัติและกฎหมายและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
• นิยามของการลืมพระเจ้านั้น ไม่ใช่การลืมในสมอง แต่คือการที่ไม่ได้ประพฤติหรือกระทำตาม
พระบัญญัติของพระเจ้าต่างหาก
• ดังนั้น แม้วันนี้เราจำพระคัมภีร์ได้หมดทุกข้อ แต่ชีวิตของเราไม่ได้ประพฤติตามพระวจนะ เราก็ได้
หลงลืมพระเจ้าไปแล้ว
• ซึ่งไม่ได้หมายความว่า การท่องจำพระวจนะไม่ดี
• เราจึงต้องระมัดระวังชีวิตของเรา เหมือนอย่างที่ พระคัมภีร์ เตือนให้ชีวิตของเราอยู่ในทางของ พระเจ้า
ตอบสนองพระองค์ในทุกทาง ไม่ให้เหมือนอิสราเอล
• เพราะในท้ายที่สุด อิสราเอลก็ลืมและไม่รักษาพระบัญญัติ โดยที่เมื่อเขาเข้าคานาอัน เขาก็ไม่ได้ทำลาย
คนคานาอันอย่างที่พระเจ้าสั่งเขาไว้จนเป็นเหตุให้หลังจากนั้นอีก 6 ศตวรรษ อิสราเอลก็ต้องตกเป็น
เชลยแก่คนพวกนี้
• วันนี้ชีวิตของเราตอบสนองเสียงของ พระเจ้า แล้วหรือยัง เรากำลังดำเนินชีวิตในเส้นทางแห่งความเชื่อ
ที่มีจุดทดสอบเราแต่ละขั้นที่ผลจะเกิดขึ้นจะมีอยู่ 2 ทางคือ การเกิดผลหรือคำแช่งสาป เราจำเป็นต้อง
เลือกเหมือนที่โมเสสกล่าวไว้
ฉธบ. 30:19 *** 20 19 ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้ง
ชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือก
เอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ข้อ 20 ด้วยมีความรักต่อ
พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับ
พระองค์ กระทำเช่นนั้นจะได้ชีวิตและความยืนนาน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่ง
พระเจ้าปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัมแก่อิสอัค และแก่ยาโคบว่า
จะประทานแก่ท่านเหล่านั้น"
• วันนี้เราจึงต้องระมัดระวังตัวเตือนใจเราเสมอ เพราะแม้เรายังอยู่ในบรรยากาศโบสถ์แต่เราอาจจะลืม
พระเจ้าไปแล้วก็ได้
• ใน ข้อ 12 – 14ก ได้เตือนเราให้ระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เรามักมีความอุดม
สมบูรณ์ เราจะลืมพระเจ้า !!
ข้อ 12 เกรงว่า เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ได้สร้างบ้านเรือนดีๆและได้อาศัยอยู่ในนั้น 13
และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่านทวีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น และบรรดาซึ่งท่านมี
4
อยู่ก็ทวีขึ้น 14ก จิตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืม
พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย…
• เพราะในเวลานั้นเราอาจจะมั่นใจตนเองมากเกินไป หยิ่งคิดว่าสิ่งที่เราสำเร็จได้วันนี้เพราะความสามารถ
แต่โมเสสก็เตือนสติ ให้เราตระหนักว่า พระเจ้า ต่างหากที่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้
• ชีวิตของเราแต่ละคนมีความจำกัด เราต้องการคนอื่นเสมอ ไม่มีประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเองลำพัง
• EX. ผู้ที่ประสบความสำเร็จในเวทีประกวดออสการ์ ทุกคนที่ขึ้นมารับรางวัลเขาจะกล่าวขอบคุณกลุ่ม
บุคคลต่างๆที่สนับสนุน เพราะตัวเขาตระหนักว่าตนเองมีความจำกัด ความสำเร็จไม่ได้มาจากการ
กระทำเพียงคนเดียวแต่มีผู้อื่นที่ช่วยสนับสนุน
• วันนี้สำหรับแขกผู้มีเกียรติบางท่าน ที่ยังไม่รู้จัก พระเจ้า ท่านอาจจะประสบความสำเร็จมากมายในชีวิต
และข้าพเจ้าก็เชื่อว่า ท่านมีความสามารถจริงๆ แต่ความจริงแท้อีกประการหนึ่งคือ มนุษย์ทุกคนมีความ
จำกัด จะมีบางสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้
• EX. การทำข้อสอบ – (ข้อสอบของเราหาย, ป่วยวันนั้น, กาข้อสอบผิด, อ่านหนังสือเก็งข้อสอบผิด ฯลฯ)
การทำงาน – (วางแผนว่าหุ้นนี้น่าจะเป็นอย่างนี้ แต่หุ้นกลับตก, ขายอันนี้น่าจะดี แต่กลับขายไม่ออก)
• เราทุกคนล้วนแต่มีความจำกัด หรือแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง แต่วันนี้ข้าพเจ้ารู้จักผู้หนึ่งที่ไม่จำกัดและยินดี
ช่วยข้าพเจ้าเสมอ นั้นคือ พระเจ้า
• พี่น้องครับ เราจำกัด แต่พระเจ้าของเราไม่จำกัด
• เวลาที่เราประสบความสำเร็จ คริสเตียนจึงไม่ลืมที่จะขอบคุณพระเจ้าด้วยเพราะรู้ว่า (รม. 8:37) “ใน
เหตุการณ์ทั้งปวง เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย”
• ดังนั้นเวลาที่เราประสบความสำเร็จ มีสิ่งต่างๆมากมาย เราต้องไม่ลืมพระคุณและตอบสนองพระคุณ
พระองค์ด้วยการรับใช้พระองค์ มีส่วนปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ดูแลฝูงแกะของพระเจ้า
• และในบริบทต่อมา พระคัมภีร์ ได้กล่าว (14ข – 19ก) ถึง
หมวดที่ 1 คนมักจะลืมพระเจ้าในเรื่องอะไรบ้าง 4 ประการ
1. ลืมว่า พระเจ้า เป็น
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 2
ผู้ช่วยกู้ชีวิตของเรา (14ข – 15ก)
ข้อ 14ข *** 15ก และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายผู้ทรงนำท่านทั้งหลาย
ออกจากแผ่นดินอียิปต์ ออกจากแดนทาส15ก ผู้ทรงนำท่านมาตลอดถิ่นทุรกันดาร
ใหญ่น่ากลัว ซึ่งมีงูแมวเซาและแมงป่อง และดินแห้งแล้งไม่มีน้ำ...
• โมเสสได้พูดทวนย้อนให้อิสราเอลนึกถึงการช่วยกู้ของ พระเจ้า ที่มีต่ออิสราเอล ที่ช่วยอิสราเอลทั้ง
ตอนที่ข้ามทะเล, ช่วยให้พ้นภัยอันตรายจากทะเลทรายแห้งแล้ง เล็งถึง ความขัดสน ยากลำบาก
งูแมวเซา แมงป่อง เล็งถึง ความอันตราย
• ชีวิตของเราที่มาถึงวันนี้ได ้ เราต้องไม่ลืมว่าวันนี้ถา้ พระเจ้าไม่เขา้ ไปช่วยกู้เราจากเหตุการณ์วิกฤต
ครั้งนั้น เราคงไม่มีวันนี้
5
• มีหลายคนที่อาจจะเคยมีประสบการณ์การช่วยกู้ของ พระเจ้า ในชีวิตเมื่อตอนที่เรามาเชื่อ วันนี้เรา
ลืมพระคุณ การช่วยกู้นั้นแล้วหรือยัง วันนั้นเมื่อพระเจ้าช่วยเราแล้วเราตื่นเต้นบอกกับพระเจ้า
มากมายจะรับใช้ ติดจามพระเจ้าร้อนรนแน่ๆ แต่บัดนี้เรายังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนวันนั้นหรือไม่
• พระวจนะจึงเตือนเรา วันนั้นที่ พระเจ้า ช่วยกู้เราจากโรคภัย, ปัญหาเศรษฐกิจ, ปัญหาความสัมพันธ์,
การเรียน
• อย่าให้เราลืม เพื่อเราจะไม่ลำพองตัวคิดว่า เรานี่แหละเป็นผู้กู้ชีวิตของเรา และต้องไม่ลืมไปว่า พระ
เจ้า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เหมือนในเหตุการณ์ตอนที่พระเยซูรักษาคนโรคเรื้อน 10 คน
ลก. 17:17 *** 19 17 ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า "มีสิบคนหายสะอาดมิใช่หรือ แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน 18 ไม่
เห็นผู้ใดกลับมาสรรเสริญพระเจ้าเว้นไว้แต่คนต่างชาติ คนนี้" 19 แล้วพระองค์ตรัส
กับคนนั้นว่า "จงลุกขึ้นไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ"
• คนหายจากโรคเรื้อน 10 คน แต่มีเพียง 1 คนที่จดจำว่าเขาได้หายโรคเพราะ พระเยซูคริสต์ช่วยเขา
และยังเป็นคนต่างชาติไม่ใช่ยิวด้วย
• วันนี้เราจึงต้องจดจำหนี้พระคุณพระเจ้าเสมอ
• แม้เจอปัญหาหนักอย่างไร? สบายอย่างไร? เราจะไม่ลืม พระเจ้า
• จงอย่าลืม แม้ในเวลาท่านอาจจะเจอปัญหาอยู่ เพราะ พระเจ้า ที่เคยช่วยในอดีตได้ก็จะช่วยท่านได้
อีกแน่
2. ลืมว่า พระเจ้า เป็นผู้จัดสรรสิ่งจำเป็นให้กับเรา (15 – 16)
ข้อ 15ข *** 16 15 ผู้ทรงประทานน้ำจากหินแข็งให้แก่ท่านข้อ 16 ผู้ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานา
ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่ทราบ เพื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำให้ท่าน
ถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ท่านในบั้นปลาย
• พระคัมภีร์ กล่าวถึง มานา และ น้ำ ที่พระเจ้าประทานให้ อิสราเอล เมื่อเขาอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
• อิสราเอลไม่เคยขาดสิ่งจำเป็น พระเจ้าทรงประทานให้เขาเสมอ และถ้าพระเจ้าในวันนั้นยังทรงเป็น
พระเจ้า ที่รู้ว่าเราจำเป็น ต้องการ ในวันนี้ พระเจ้า องค์เดียวกัน ก็จะช่วยเหลือท่านได้ด้วย
• ในทะเลทรายเต็มไปด้วย เวิ้งว้างกันดารอาหารหายากมาก แต่พระเจ้าทรงเลี้ยงอิสราเอลด้วยมานาซึ่ง
เป็นสิ่งจำเป็น
• ไม่เพียงเท่านั้น เรากินมานา 4 *** 5 วัน ก็ยังไม่ตายเร็วเท่ากับการขาดน้ำ 3 *** 4 วัน แต่พระเจ้าเลี้ยงดู
อิสราเอลด้วยน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเดินในถิ่นทุรกันดาร
มธ. 6:31 *** 32 31 เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอา
อะไรนุ่งห่มข้อ 32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของ
ท่านผู้ทรงสถิตในสวรรคท์ รงทราบแลว้ ว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้พระบิดาทรง
ทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั่งปวงเหล่านี้ (33) แต่ให้เราแสวงหาแผ่นดินของพระ
เจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
6
• เราจึงไม่ควรสงสัย พระเจ้า เอเมนมั้ยครับ?
• วางใจพระองค์ทำส่วนของเราเต็มที่ ติดตาม พระเจ้า เต็มที่ ให้ชีวิตของเราเป็นพยาน
• บางครั้ง พระเจ้า อนุญาตทดสอบเราเพื่อให้เราเติบโต EX. การสอบเพื่อวัดผลตนเอง เพื่อเป็น
ประโยชน์แก่เรา เราจะได้โตแต่รับพระพร
1 ซมอ. 1 พระเจ้าทดสอบใจนางฮันนาห์ และ เมื่อเธอตัดสินใจ
1 ซมอ. 21 พระเจ้าอวยพรเธอ
1 ซามูเอล 2:21 และพระเจ้าทรงเยี่ยมเยียนฮันนาห์ และนางก็ได้ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชายสามหญิง
สอง และกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้นเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า
• พระเจ้าทดสอบ ฮับราฮัม เมื่อเขาตัดสินใจ
ปฐมกาล 22:12 ทูตสวรรค์ว่า "อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่า
เจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า แต่ยอมถวายบุตรชาย
คนเดียวของเจ้าให้เรา"
• พระเจ้า ทดสอบเราก็เพื่อเรา
ยากอบ 1:2 *** 4 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆก็จงถือ
ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้
เกิด ความหนักแน่นมั่นคงและจงให้ความมั่นคงนั้
โดย: [0 3] ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 3
นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่าน
ทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย
3. ลืมว่า พระเจ้า เป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา (17 – 18)
ข้อ 17 *** 18 17 จงระวังให้ดีเกรงว่าท่านจะนึกในใจว่า "กำลังและเรี่ยวแรงของข้านำทรัพย์มีค่านี้
มาให้"ข้อ 18 ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่า
พระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรง
พันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
• โมเสสเตือนใจอิสราเอล ในเวลานั้นเพราะด้วยพวกเขามั่งคั่งอยู่ในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลต่างๆ
มากมายกลัวเขาจะลืมว่ากำลังของเขาจำกัดแต่ พระเจ้า ทรงอยู่เบื้องหลังแห่งกำลังของเขา
• เหมือนอย่างที่ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลังของเขา
สดุดี 18:1 ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์
• และเมื่อเขาไปรบที่ไหน ความสำเร็จเป็นของเขาเสมอ และเมื่อเขาไปรบที่ใดเขาจะทูลถาม พระเจ้า
ก่อนการรบทุกครั้ง
ฟป. 4:13 ผจญทุกสิ่ง โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
• พระเจ้า สัญญาไว้แล้วว่าเราจะได้ทุกอย่างเพียงพอ ถ้าเราเดินกับพระองค์สัตย์ซื่อ เราจึงอวดพระ
เจ้าของเรามากกว่าตัวเรา
สดุดี 20:7 บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้า แต่เราอวดเรื่องพระนามพระเจ้าของเรา
7
4. ลืมว่า พระเจ้า เป็น พระเจ้า เที่ยงแท้ (19ก)
ข้อ 19ก และถ้าท่านลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ไปติดตามพระอื่นและปฏิบัตินมัสการ
พระเหล่านั้น...
• โมเสสเตือนอิสราเอล เพราะเมื่อเขาจะเข้าคานาอัน เขาจะเจอกับพระของชาวคานาอันต่างๆมากมาย
แต่พระเหล่านั้นไม่ใช่ พระเจ้า ที่เป็นพระผู้สร้าง เกรงอิสราเอลจะถูกกลืน
• และเกรงว่าเขาจะประนีประนอมว่า พระอื่นก็เป็น พระเจ้า ของเขา แต่ พระเจ้า ยืนยัน พระเจ้า ทรง
เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว
สดด. 155:4 *** 8 รูปเคารพเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ มาจากมือมนุษย์แต่พระเจ้า ไม่ได้มาจากมือมนุษย์วัน
สุดท้ายเขาจะเลือกพระของเขาเอง
2 ทิโมธี 4:3 *** 4 เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอน
ในสิ่งที่เขาชอบฟัง เพื่อบรรเทาความอยาก4 เขาจะเลิกฟังความจริง และจะหันไป
ฟังเรื่องนิยายต่างๆ
ฟิลิปปี 3:19 ปลายทางของคนเหล่านั้นคือความพินาศ พระของเขาคือกระเพาะ เขายกความที่น่า
อับอายของเขาขึ้นมาโอ้อวด เขาสนใจในวัตถุทางโลก
• พระเจ้าของเราที่เรากำลังรู้จักเป็นพระผู้สร้างสรรพสิ่งและทุกสิ่งรอบข้างในชีวิตของเราสะท้อนว่ามี
พระเจ้า จริง
หมวดที่ 2 ผลที่ตามมาหากลืมพระเจ้า (19ข – 20)
ข้อ 19ข *** 20 19 ...ข้าพเจ้าขอเตือนท่านจริงๆในวันนี้ว่าท่านจะต้องพินาศเป็นแน่ 20 อย่างกับ
บรรดาประชาชาติซึ่งพระเจ้าทรงกระทำให้พินาศไปต่อหน้าท่าน ท่านทั้งหลายจะ
พินาศอย่างนั้นแหละ เพราะท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ
ท่านทั้งหลาย
• ความพินาศ พระเจ้า ได้เตือนอิสราเอลไว้ว่า ความพินาศจะมาถึงเขาไม่ใช่พินาศเพราะ พระเจ้า จะทรงตี
เขาเท่านั้น แต่ในสิ่งที่ไม่เชื่อฟังนั่นแหละจะกระทำให้เขาพินาศเอง (เขาตกเป็นเชลย, โดนโรคระบาด)
• เพราะในสิ่งที่เขาทำผิดลงไปกระทำ มันจะตอบสนองกลับมาเอง อันเป็นผลเสียมาจาการกระทำของคน
นั้น
• นอกจากนี้ พระเจ้าจะเป็นผู้พิพากษาและทำลายแผนงานที่ต่อสู้หรือค้านกับระบบของพระเจ้าอีกด้วย
ยกตัวอย่างเรื่องการสร้างหอบาเบล
ปฐก. 11:8 “พระเจ้าจึงทรงทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน คนเหล่านั้นก็เลิก
สร้างเมืองนั้น”
• การสร้างหอถูกยุติลง
8
• ดังจะเห็นว่า ระบบอะไรที่สวนกลับระบบพระเจ้า มันจะไม่ยั่งยืนเหมือนคอมมิวนิสต์ ที่มันจะล้มครืนใน
ที่สุด
• และเมื่อเราลืม พระเจ้า ในที่สุดเราจะทิ้ง พระเจ้า และความพินาศจะมาถึงเรานั่นคือ การตกบึงไฟนรก
• นรก สวรรค์ มีจริง
• และแม้วันนี้เราลืมพระเจ้า ความพินาศในรูปธรรมอาจจะยังไม่มาถึง แต่อาการพินาศก็ได้เริ่มตั้งแต่
เดี๋ยวนี้ในฝ่าย วิญญาณ แล้ว นั่นก็คือ เรากำลังหมดสันติสุข ความชื่นชมยินดีในฝ่ายวิญญาณ
• และวันนี้ พระวจนะได้มาเตือนใจเราไม่ให้ลืม พระเจ้า
• ให้เราอธิษฐานร่วมกันด้วย
เพลงตอบสนอง เพลงพระคริสต์เป็นเจ้าชีวิตของข้า
....................................
โดย: may/peeairclub@yahoo.com (เจ้าบ้าน ) [18 ก.ค. 51 12:37] ( IP A:203.99.253.8 X: )

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระธรรมกิจการของอัครทูต


พระธรรมกิจการของอัครทูต เป็น

เรื่องราวของพระวิญญาณบริสุทธิ์
เรื่องของบรรดาอัครทูตยืนยันถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า
การกระจายของผู้เชื่อในพระคริสต์
งานรับใช้ของเปาโลสู่คนต่างด้าว
ขยายความพระคำใน มก 16:20
บันทึกการเสด็จลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์เหนือคริสตจักรใหม่
พูดถึงอาณาจักร 1000 ปี ตลอดทั้งเล่ม
คนต่างด้าวได้รับความรอดและจะรับผิดชอบพระกิตติคุณแทนอิสราเอล(ยิว) (มธ 21:33-46 , 23:37-39 , ยน 10:16)
มีการสำรวจธรรมบัญญัติของโมเสส และในที่สุดสรุปว่า คริสเตียนไม่อยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติ
Ceased not to teach and preach Jesus Christ. อย่าอยุดที่จะสั่งสอนและเทศนาเรื่องพระเยซูคริสต์ (กจ 5:42)

หน้าที่ประจำวันของคริสเตียน 10 ประการ (Ten daily duties of Christians)

อธิษฐาน (Prayers) (มธ 6:11 , ลก 11:3)
รับกางเขนของตน (Take up daily cross) ลก 9:23 "เอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวันและตามเรามา" (If any man will come after me, let him deny himself and take up his cross daily and follow me.) พระวจนะตอนนี้ไม่ได้เขียนว่า ตรึงกางเขนตนเอง หรือ ตรึงเนื้อหนัง แต่บอกให้แบกกางเขนของตน
เอาชนะตนเอง หรือ ปฏิเสธตนเอง มีตัวอย่างในพระคัมภีร์คือ
อับราฮัม ปฐม 13:9 (อับรามแยกกับโลท) ปฐม 22:1-12 อับราฮัมถวายอิสอัค
โมเสส ฮบ 11:25 , กดว 16:15 (กบฎโคราห์)
ซามูเอล 1 ซมอ 12:3-4
หญิงม่ายชาวศาเรฟัท 1 พกษ 17:8-16
เอสเตอร์ อสธ 4:16
เรคาบ ยรม 35:3-4
อัครทูต กจ 20:24
รวมกันอย่างสม่ำเสมอ (Continue in one accord) กจ 2:46 "เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดี และใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป" หรือหมายถึง รวมกันในโบสถ์ รวมกันในกลุ่มเซลล์ตามบ้าน ร่วมรับประทานอาหาร หลังนมัสการสรรเสริญและฟังคำเทศนาในวันอาทิตย์ น่าจะมีการร่วมกันรับประทานอาหาร จึงจะถูกต้องกว่า
สอน มธ 26:55 , ลก 19:47
นำคนมารับความรอด (Win souls) กจ 2:47 , 16:5
ประกาศพระเยซู (Preach Jesus) กจ 5:42
ค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน (Search the scriptures) กจ 17:11
สัมมนาข้อพระคำ (สนทนาพระคัมภีร์) (Discuss scriptures) กจ 19:9
มีความรับผิดชอบ มีความห่วงใยคริสตจักร (Carry resopnsibility) 2คร 11:28 "the care of all the churches"
เตือนสติกันและกันทุกวัน (Exhort one another) ฮบ 3:13 "ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกว่า "วันนี้" เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่าน มีใจแข็งกระด้างไป เพราะเล่ห์กลของบาป"