Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สำนึกบาป กลับใจ


นี่คือแคชของ Google สำหรับ http://www.bible.org/foreign/thai/jonas/Jonas-01.htm ซึ่งเป็นภาพรวมของหน้าเว็บที่แสดงเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2008 10:24:22 GMT หน้าเว็บปัจจุบัน อาจมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างนั้น เรียนรู้เพิ่มเติม

รุ่นที่แสดงข้อความเท่านั้นคำค้นหาเหล่านี้ถูกเน้น: สำนึก บาป กลับ ใจ กับ พระเจ้า

โยนาห์, ผู้เผยพระวจนะที่ไม่มีใครเหมือน

บทที่1:
ภาพพจน์ที่พังทลาย
(โยนาห์ 1)

บทนำ
เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา, ผมและภรรยาได้มีโอกาสที่คงไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก คือได้รับเชิญ ไปที่บ้านของผู้นำคริสเตียนที่เราให้ความเคารพนับถือและชื่นชมมากทั้งสามีและภรรยา. เรารู้สึกปลาบปลื้มที่จะได้รู้จักบุคคลทั้งสอง รวมทั้งจะได้รู้ว่า พวกเขาตัวตนจริงๆแล้ว เป็นอย่างไร. ผมนึกวาดภาพด้วยซ้ำว่าผู้เป็นภรรยาควรมีท่าทีอย่างไร. ผมมองเห็นภาพ เธอว่าคงเป็นสุภาพสตรีืี่ที่สงบเรียบร้อย, มีท่าทีถ่อมใจ, เป็นผู้ที่ยกย่อง และประทับใจ ในความรู้ความสามารถของสามี รวมทั้งเป็นแบบฉบับที่ดีในการดำเนินชีวิตคริสเตียน.

หัวข้อที่เราคุยกันไม่มีเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณเลย—เรากำลังคุยกันเกี่ยวกับหนังทีวีเรื่อง "เจ้าพ่อดัลลัส" —แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ผมประหลาดใจเท่าไร. จนกระทั่งสามีออก ความเห็นเรื่องคาวบอย, ซึ่งผมก็คิดว่าภรรยาคงจะเห็นด้วย, หรืออย่างน้อยพยักหน้า คล้อยตาม. แต่เธอกลับพูดโพล่งออกมาว่า, "นี่เดี๋ยวก่อน พ่อเจ้าประคุณ.…" ผมแทบตก จากเก้าอี้. ภาพพจน์ของภรรยาผู้นำคริสเตียนพังทลายป่นปี้ภายในพริบตา!!

เรามักจินตนาการวาดภาพต่างๆไว้ในใจ, และหลายครั้งภาพเหล่านี้ก็พังทลายลงมาได้ เหมือนกัน. โยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่ไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้ว่าผู้เผยพระวจนะ ทั้งหลายของพระเจ้าควรเป็น เขาแตกต่างจากผู้เผยพระวจนะคนอื่นๆในพระคัมภีร์1 อย่าง สิ้นเชิง พระธรรมโยนาห์เขียนขึ้นมาเพื่อลบภาพพจน์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะท่านอื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องเป็นผู้เผยพระวจนะแบบโยนาห์ซะด้วย.

โยนาห์นั้นโดดเด่นในหลายๆทาง. แรกสุด, โยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะเพราะตัวตน ของท่านเอง มากกว่าสิ่งที่ท่านพูด. ถ้าเรานำเนื้อหาในพระธรรมโยนาห์ตามที่บันทึก ไว้ในพระคัมภีร์, เราแทบจะมองหาย่อหน้าในคำพยากรณ์ของท่านไม่เจอ. (จะค่อนข้าง หนักไปในเชิงประท้วงมากกว่าเป็นคำพยากรณ์ทั่วไป ดูแล้วหดหู่มากกว่าจะเป็นคำทำ นาย) โยนาห์เป็นคนที่พูดน้อยมาก, แต่ผลงาน การกระทำ และคำพยากรณ์นั้นมีค่า เป็นอย่างยิ่ง.

พระธรรมโฮเชยาห์ใช้นางโกเมอร์แทนภาพอิสราเอล, และโฮเชยาห์ สามี เป็นเหมือน ภาพสะท้อนของพระเจ้า. โยเอลใช้ฝูงตั๊กแตนเพื่อทำนายถึงกองทัพศัตรูของอิสราเอล ที่กำลังมาโจมตี เข้ามากลืนกินอิสราเอลเช่นเดียวกับการการพิพากษา ดังนั้น ทำนอง เดียวกัน โยนาห์ก็เปรียบเป็นภาพเหมือนของอิสราเอล. เมื่อโยนาห์ได้รับคำสั่งที่ ชัดเจนจากพระเจ้า ท่านไม่ทำตาม เหมือนเช่นคนอิสราเอลคือ มีนิสัยและลักษณะ ของความดื้อดึง กบฎ และไม่เชื่อฟังคำสั่งที่พระเจ้าที่ตรัสสั่งมาทางโมเสส.

โดยทั่วไปคำพยากรณ์นั้นเป็นมากกว่าการไปประกาศตามธรรมดา; เป็นเรื่องของความ อัศจรรย์ พระธรรมโยนาห์เป็นเรื่องที่แสดงถึงสภาพจิตวิญญาณอันน่าเศร้าของชนชาติ อิสราเอล เป็น สถานะการณ์ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของการไม่เชื่อฟังคำสั่ง หรือการ เรียกร้องทวงเอาจากพระเจ้าที่ชัดเจน, เป็นสถานะการณ์ซึ่งสมควรได้รับการตีสอน เป็นอย่างยิ่ง.

อย่างที่สอง, โยนาห์ เป็นผู้เผยพระวจนะคนเดียวที่ถูกบันทึกว่า "วิ่งหนีพระเจ้า". ท่านไม่ได้เป็นที่รู้จักเพราะเคร่งศาสนา, แต่รู้จักเพราะความไม่เอาไหน. โยนาห์, เป็นคน หัวรั้น และไม่เชื่อฟัง, ความแข็งกระด้างภายในใจของท่าน เป็นเสมือนภาพการกบฎของ ชนชาติอิสราเอล. พระเจ้าเคยตรัสกับโมเสสเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า, "เราเห็นประชากร นี้แล้ว นี่แหละเขาเป็นชนชาติหัวแข็ง" (อพยพ. 32:9).

อย่างที่สาม, โยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่ไม่เหมือนใคร เป็นคนที่เอาแต่ใจ ตัวเองฝ่ายเดียว ตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราไม่เคยเห็นมีการการกลับใจ ของท่าน หรือเป็นท่านผู้ที่ "ชื่นชมยินดีในความรอด" เราเคยเห็นความล้มเหลว ของผู้คนมากมายในพระคัมภีร์เดิม แต่ในที่สุดบุคคลเหล่านี้ก็ มาถึงจุดที่เขากลับใจ และ คืนดีกับองค์พระผู้เป็นเจ้า กษัตริย์ดาวิดทำบาปที่ใหญ่หลวง แต่แล้วท่านก็ได้กลับใจ อับราฮัม ยาโคบ และเอลียาห์เคยผ่านความล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น แต่พวกเขาก็เติบโต เข้มแข็งขึ้นในความเชื่อ และการเชื่อฟัง สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับโยนาห์ ถ้าไม่ใช่โยนาห์ เป็นผู้เขียนพระธรรมเล่มนี้เอง เราอาจพบหลักฐานอื่นๆ สักเล็กน้อยว่าท่านได้กลับใจ

ถึงตอนนี้ ผมยังคงต้องพูดว่าไม่เห็นการกลับใจของโยนาห์ในหนังสือเล่มสั้นๆเล่ม นี้เลย. ตามปกติิคนเราชอบมีความคิดโน้มนำไปว่าธรรมิกชนในพระคัมภีร์เดิมนั้น ต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง มีสาเหตุที่ถูกต้อง— นับเป็นการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงที่เรา เห็นได้จากพระธรรมโยนาห์ บรรดาผู้ที่ค้นคว้าเรื่องราวของ โยนาห์มักคาดหวังที่จะ เห็นถึงเรื่องการกลับใจปรากฎอยู่ที่หนึ่งที่ใดในหนังสือ บางคน คาดว่าจะพบตั้งแต่ บทแรกเลยทีเดียว ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมเองยังไม่เห็นว่ามีการกลับใจตรงไหน และนี่เป็นเหตุให้พระธรรมเล่มนี้โดดเด่นออกมา . ถ้าเราไม่มัวแต่หาข้อแก้ตัวให้กับ โยนาห์ เราก็จะเห็นว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มุ่งหวังให้ผู้อ่านรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนต่างชาติ (เช่นคนเดินเรือในบทที่ 1, ชาวนีนะเวห์ในบทที่ 3 และ 4) มากกว่า เห็นใจผู้เผย พระวจนะหัวรั้นผู้นี้.

ผมคิดว่าโยนาห์, ในทุกๆบทของหนังสือเล่มนี้, คือตัวแทนของจิตใจที่แข็งกระด้าง จิต วิญญาณที่ไม่ยอมกลับใจของคนอิสราเอล. เนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ทำให้เรา รู้สึกอบอุ่น รู้สึกชื่นชม แต่จะค่อนข้างรู้สึกอึดอัดใจ พระธรรมโยนาห์จบลงอย่างไม่มี คำตอบใดๆสำหรับความบาปของโยนาห์ เช่นเดียวกับที่พระคัมภีร์เดิมจบลงอย่างไม่มี คำตอบสำหรับความบาปของคนอิสราเอล มีเพียงความหวังในการรอคอยการเสด็จมา ของพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่สามารถให้ความหวัง ปลอบประโลม รู้สึกได้รับการปลด ปล่อยและหมดห่วง ที่พระเจ้าต้องการให้เราสัมผัสได้ถึงประสพการณ์หลังจากการกลับ ใจและมีการคืนดี

เกี่ยวกับผู้เผยพระวจนะโยนาห์
นอกจากพระธรรมโยนาห์แล้วมีการกล่าวถึงโยนาห์น้อยมากในพระธรรมเล่มอื่นๆ. ใน 2 พงษ์กษัตริย์ 14:25, มีการพูดถึงคำทำนายของโยนาห์ว่า จะมีการขยายเขตแดนทาง ตอนใต้ของอิสราเอลในช่วงการปกครองของกษัตริย์เยโรโบอัมผู้ชั่วร้าย. เราน่าจะสรุป ได้ว่าโยนาห์ผู้นี้น่าจะเป็นโยนาห์เดียวกับพระธรรมโยนาห์ เพราะมีการพูดถึงคนทั้ง สองว่า "ผู้เป็นบุตรอามิททัย"2 (2 พงษ์กษัตริย์ 14:25; โยนาห์ 1:1). คำพยากรณ์ที่โยนาห์บอกกับเยโรโบอัม มีข้อมูลสำคัญบางประการที่ทำให้เราได้รู้ พื้นฐานประกอบความเข้าใจในพระธรรมเล่มนี้ เพราะมีกล่าวไว้ว่า :

ในปีที่สิบห้าแห่งรัชกาลอามาซิยาห์โอรสของโยอาช พระราชาแห่ง ยูดาห์, เยโรโบอัมโอรสของเยโฮอาชแห่งอิสราเอลได้เริ่มครอบครอง ในสะมา เรีย และทรงครอบครองอยู่สี่สิบเอ็ดปี. และพระองค์ทรงกระ ทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า; พระองค์มิได้ทรงพรากจากบาป ทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัท, ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอล กระทำ ด้วย. พระองค์ทรงตีเอาดินแดนอิสราเอลคืนมาตั้งแต่ทาง เข้าเมืองฮามัทใกลไปจนถึงทะเลแห่งอาราบาห์ตามพระวจนะ ของพระ เยโฮวาห์, พระเจ้าแห่งอิสราเอล, ซึ่งพระองค์ตรัสโดยผู้ รับใช้ของพระองค์ คือโยนาห์ผู้เป็นบุตรอามิททัยผู้เผยพระวจนะ ผู้มาจากกัทเฮเฟอร์. เพราะพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นว่าความทุกข์ ใจของอิสราเอลนั้นขมขื่นนัก; เพราะไม่มีผู้ใดเหลือไม่ว่าทาสหรือไท, และไม่มีผู้ใดช่วยอิสราเอล. พระเจ้ามิได้ตรัสว่าจะทรงลบนามอิสราเอล เสียจากใต้ฟ้าสวรรค์, แต่พระองค์ทรงช่วยเขาโดยพระหัตถ์ของเยโร โบอัมโอรสของเยโฮอาช (2 พงษ์กษัตริย์ 14:23-27).

ดังนั้นเราจึงรู้ว่าโยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะของอาณาจักรฝ่ายเหนือ-อิสราเอล สมัยหลังเอลียาห์ และเอลีชา มีโฮเชยาและอาโมสร่วมสมัย ตอนนั้น นีนะเวห์ เมืองหลวงของอัสซีเรียได้เริ่มขยายอำนาจออกมาทางด้านตะวันออก แต่เป็นได้ไม่ นานอำนาจก็เสื่อมถอย ปล่อยให้อิสราเอล ภายใต้การปกครองของ เยโรโบอัม, ได้โอกาสขยายดินแดนออกไปแทน พระวจนะคำด้านบนกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ความรุ่งเรืองของอิสราเอลในช่วงเวลานี้เป็นเพราะพระเมตตาของพระเจ้า และ ความรักที่มีต่อประชากรของพระองค์ ผู้ซึ่งถึงแม้ชอบกบฎอย่างใหญ่หลวง. ไม่ใช่เพราะคุณความดีของชนชาตินี้, หรือความสามารถของผู้นำ, ซึ่งมองดูเหมือน พระเจ้าทรงอวยพระพร. ทำนองเดียวกันงานประกาศของโยนาห์ในนีนะเวห์เป็นดัง พระคุณที่พระเจ้าเทให้ เหมือนที่พระเจ้าประทานให้กับอิสราเอล - ที่แตกต่างคือ, อิสราเอลไม่ได้กลับใจจากความชั่วร้าย แต่ก็ยังได้รับพระพรจากพระเจ้า ในขนะที่ชาว นีนะเวห์กลับใจอย่างแท้จริงจากความบาป ยิ่งทำให้เห็นพระคุณอันท่วมท้นที่มีต่อชาว อิสราเอลมากมายกว่าชาวนีนะเวห์ตามที่พระเจ้าให้สัญญากับคนบาปที่กลับใจ (เยเรมีห์. 18:7-8).

ความมั่งคั่งของอิสราเอลอยู่ได้ไม่นาน. อาโมส, ผู้เผยพระวจนะในสมัยเดียวกัน, กล่าว เตือนถึงวันที่พระเจ้าจะทรงพิพากษาอิสราเอล. เขากล่าวโทษอิสราเอลถึงความชั่วร้าย การข่มเหงผู้ยากไร้ และการละเมิดต่อความยุติธรรม (5:11-13). แต่ตลอดเวลาคน อิสราเอลก็ยังดำเนินอยู่ในความบาปแห่งการกราบไหว้รูปเคารพ, และพระเจ้าตรัสว่า,

"เราเกลียดชัง, เราดูหมิ่นบรรดาวันเทศกาลของเจ้า, และไม่ชอบในการ ประชุมตามเทศกาลของเจ้าเลย. แม้ว่าเจ้าถวายเครื่องเผาบูชาและ ธัญญบูชาแก่เรา, เราก็ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น; และศานติบูชาด้วยสัตว์ อ้วนพีของเจ้านั้นเราจะไม่มองดู. จงนำเสียงเพลงของเจ้าไปเสียจาก เรา; เราจะไม่ฟังเสียงพิณใหญ่ของเจ้า. แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่ง ไหลลงอย่างน้ำ และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธารที่ไหลอยู่เป็น นิตย์" (อาโมส 5:21-24).

เพราะความบาปของอิสราเอล, พระเจ้าสัญญาว่าจะมีการพิพากษา:

"เพราะฉะนั้น, เราจะนำเจ้าให้ไปเป็นเชลย ณ ที่เลยเมืองดามัสกัสไป," พระเยโฮวาห์, ซึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ (อาโมส 5:27).

ในขนะที่คำเตือนของอาโมสนั้นสมเหตุสมผล, เพียงแต่กล่าวถึงอนาคตของอิสราเอล ที่จะถูกเนรเทศ, โฮเชยาเจาะจงพูดว่าอัสซีเรียจะเป็นผู้เข้ามายึดเอาอิสราเอล:

เขาจะไม่กลับไปยังแผ่นดินอียิปต์หรือ; และอัสซีเรียจะเป็นกษัตริย์ของ เขา, เพราะเขาปฎิเสธไม่ยอมกลับไปหาเรา. ดาบจะรุกรานบรรดาหัว เมืองของเขา, ทำลายดาลประตูของเขาเสีย และผลาญเขาเสียเพราะ แผนการของเขา (โฮเชยา 11:5-6).

นักวิชาการบางคนรู้สึกทำใจลำบากที่จะ "ยอมรับ" เรื่องอันแสนมหัศจรรย์ของหนังสือ เล่มสั้นๆนื้พอๆกับเรื่องที่ผู้เผยพระวจนะถูกปลากินเข้าไปได้ ตัวผมเองจะไม่ใช้เวลา มากในการพยายามพิสูจน์เรื่องอัศจรรย์นี้ เนื่องด้วยเป็นเรื่องของความเชื่อล้วนๆ เพราะว่าพระเจ้าผู้สร้างจักรวาล คงไม่มีปัญหาใดในการทำอัศจรรย์ตามที่บันทึกอยู่ใน หนังสือ. แต่จากที่ได้ศึกษามา เราเห็นชัดเจนว่าอัศจรรย์ที่ยากที่สุดคือ การเปลี่ยน ใจที่แข็งกระด้างของผู้เผยพระวจนะผู้นี้ให้อ่อนลง แต่สิ่งที่เราควรรู้คือ องค์พระผู้เป็น เจ้าทรงเข้าใจเนื้อหาของเรื่องเป็นอย่างดี (มัทธิว 12:39-41), สิ่งที่เราต้องทำคือ เดินตามพระองค์ด้วยการเชื่อฟัง

ภาพรวมของพระธรรมโยนาห์
พระธรรมโยนาห์แบ่งออกเป็นสี่บทเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ. แต่ละบทประกอบ ด้วยเนื้อหาดังนี้:

บทที่ 1 โยนาห์หลบหนีพระเจ้า
บทที่ 2 โยนาห์อธิษฐานโมทนาพระคุณ
บทที่ 3 นีนะเวห์กลับใจ
บทที่ 4 โยนาห์ไม่พอใจ

โยนาห์หลบหนีพระเจ้า
(1:1-3)
1 พระวจนะของพระเจ้ามาถึงโยนาห์ บุตรอามิททัยว่า, 2 "จงลุกขึ้นไป ยังนีนะเวห์นครใหญ่ และร้องกล่าวโทษชาวเมืองนั้น เหตุความชั่วของ เขาทั้งหลายได้ขึ้นมาถึงเราแล้ว." 3 แต่โยนาห์ได้ลุกขึ้นหนีไปยังเมือง ทารชิชจากพระพักตร์พระเจ้า. ท่านได้ลงไปยังเมืองยัฟฟา, และพบ กำปั่นลำหนึ่งกำลังไปเมืองทารชิช, ดังนั้นท่านจึงชำระค่าโดยสาร และ ขึ้นเรือเดินทางร่วมกับเขาทั้งหลายไปยังเมืองทารชิช ให้พ้นจากพระ พักตร์พระเจ้า.

โยนาห์, ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า, ได้รับเลือกให้ทำงานสำคัญถวาย: "จงลุกขึ้นไป ยังนีนะเวห์ นครใหญ่, และร้องกล่าวโทษเมืองนั้น, เหตุความชั่วของเขาทั้งหลายได้ขึ้น มาถึงเราแล้ว." คำสั่งของพระเจ้านั้นชัดเจนยิ่ง. โยนาห์ต้องไปนีนะเวห์, เมืองที่นิมโรด เป็นผู้สร้างขึ้น (ปฐมกาล 10:11). ที่นีนะเวห์ถูกเรียกว่า"นครใหญ่" นั้นไม่ต้องสงสัยเลย ว่าขนาดและอิทธิพลของเมืองจะใหญ่ปานใด. พวกเราที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆอย่าง ดัลลัส, มลรัฐเท็กซัสคงนึกภาพ "เมืองใหญ่"ออก. และความบาปที่นั่นก็ "ใหญ่," ตาม ไปด้วย.3 โยนาห์ได้รับคำสั่งให้ไปประนามความบาปของเมืองนี้, เพราะใหญ่หลวงนัก จน"ขึ้นไปถึง" พระเจ้า, และเวลาแห่งการพิพากษากำลังใกล้เข้ามา.

แต่, โยนาห์กลับหลบหนีไป, ลงเรือมุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม:

"3 แต่โยนาห์ได้ลุกขึ้นหนีไปยังเมือง ทารชิชจากพระพักตร์พระเจ้า. ท่านได้ลงไปยังเมืองยัฟฟา, และพบกำปั่นลำหนึ่งกำลังไปเมืองทารชิช, ดังนั้นท่านจึงชำระค่าโดยสาร และขึ้นเรือเดินทางร่วมกับเขา ทั้งหลายไปยังเมีองทารชิช ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า". (ข้อ 3)

เมืองนีนะเวห์ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไทกริส, ประมาณ 500 ไมล์ใกลจากทางตะวันออกเฉียง เหนือของอิสราเอล, แต่โยนาห์ไปทางทิศตะวันตก. จุดหมายปลายทางคือทารชิช, ซึ่ง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศสเปน.4 ข้อความที่บันทึกว่าโยนาห์หนี "ให้พ้น พระพักตร์พระเจ้า", เป็นข้อความที่พูดซ้ำกันถึงสองครั้งในข้อ 3 . ผมไม่เข้าใจว่าเขา คิดว่าเขาจะหนีพระเจ้าพ้น, หรือเป็นเพียงคำพูดที่ตอกย้ำให้แน่ใจว่าโยนาห์.5 ต้องการ "ละทิ้ง" หน้าที่ในฐานะผู้เผยพระวจนะ. เขากำลังสละตำแหน่ง, จะไม่มีคำพยากรณ์ จากพระเจ้าผ่านเขาต่อไป ในขนะที่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพกำลังเสด็จไปที่นีนะเวห์, โยนาห์กลับไม่ไป, ซึ่งหมายความว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะทำงานครั้งนี้ถวายพระองค์.

เรือ, ชาวเรือ, พายุ, และคนบาป
(1:4-9)
4 แต่พระเจ้าทรงขับกระแสลมใหญ่ขึ้นเหนือทะเล จึงเกิดพายุใหญ่ใน ทะเลนั้น จนน่ากลัวกำปั่นจะอัปปาง. 5 แล้วบรรดาลูกเรือก็กลัว, ต่างก็ ร้องขอต่อพระของตน, และเขาโยนสินค้าในกำปั่นลงในทะเล เพื่อให้ กำปั่นเบาขึ้น แต่โยนาห์เข้าไปข้างในเรือ นอนลงและหลับสนิท. 6 นาย เรือจึงมาหาท่านและกล่าวแก่ท่านว่า, "เจ้าคนขี้เซาเอ๋ยอย่างไรกันนี่ ลุกขึ้นซิ จงร้องขอต่อพระเจ้าของเจ้า ชะรอยพระเจ้านั้นจะทรงระลึก ถึงพวกเราบ้างจะได้ไม่พินาศ." 7 เขาทั้งหลายก็ชักชวนกันว่า, "มา เถอะให้เราจับฉลากกัน เพื่อเราจะทราบว่า ใครเป็นต้นเหตุแห่งภัยซึ่ง เกิดขึ้นแก่เรานี้." ดังนั้นเขาก็จับฉลาก ฉลากนั้นก็ตกแก่โยนาห์. 8 เขาจึงพูดกับโยนาห์ว่า, "จงบอกเรามาเถิดว่า! ภัยซึ่งเกิดขึ้นแก่เรานี้ใคร เป็นต้นเหตุ ? เจ้าหากินทางใหน? และเจ้ามาจากใหน ประเทศของเจ้า ชื่ออะไร ? เจ้าเป็นคนชาติใหน?" 9 และท่านจึงตอบเขาว่า, "ข้าพเจ้า เป็นคนฮีบรู, และข้าพเจ้ายำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงสร้างทะเลและแผ่นดินแห้ง."

พระเจ้าทรงขับกระแสลมใหญ่ในเส้นทางที่โยนาห์ไป, กระแสลมรุนแรงชนิดที่ทำ ให้ชาวเรือผู้ช่ำชองเกิดความกลัว เมื่อเรือใกล้จะอัปปางลง. ลูกเรือเริ่มโยนสินค้า ลงทะเล, เพื่อพยายามช่วยทั้งชีวิตตนเองและเรือไม่ให้ล่ม. ในขณะเดียวกันชาวเรือ แต่ละคนก็สวดอ้อนวอนขอพระของตนให้ช่วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกชาวเรือนี้ต้อง นมัสการพระต่างๆที่พวกเขาคิดว่ามีอิทธิพลเหนือน่านน้ำที่เขากำลังล่องเรืออยู่

อันที่จริง "สินค้า" ที่พวกเขาควรจะต้องโยนทิ้้งเพื่อช่วยไม่ให้เรือจมนั้นอยู่ที่ใต้ท้องเรือ ! ในขณะที่ชาวเรือใกล้เสียสติ พยายามช่วยกันประคับประคองเรือและสวดอ้อนวอน แต่ โยนาห์กลับนอนหลับสนิทอยู่ใต้ท้องเรือ.6 กัปตันของเรือต่างชาติลำนี้รู้สึกโมโหที่เห็น โยนาห์นอนหลับ ในขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆพยายามสวดอ้อนวอนกันอย่างสุดกำลัง. ถึงแม้ โยนาห์ไม่ต้องช่วยโยนสินค้าทิ้ง แต่เขาถูกขอร้องให้ช่วยสวดวิงวอน .7 ท่านคงพอนึก ภาพออกว่า กัปตันคงกำลังอารมณ์พลุ่งสุดขีด ขณะที่ออกคำสั่งให้ผู้เผยพระวจนะของ องค์พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เดียวช่วยวิงวอน. ลองสังเกตุดูจะเห็นว่าไม่มีการบันทึกว่า โยนาห์ได้อธิษฐานวิงวอน. ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าคุณคือโยนาห์ผู้ดื้อรั้นเป็นที่สุด และไม่ยอมกลับใจ, คุณจะไปพูดวิงวอนกับพระเจ้าว่าอย่างไรดี ?

ชาวเรือเห็นเรื่องพายุนี้เป็นเรื่องไม่ปกติธรรมดา. เขาวิงวอนพระของเขาให้ช่วย และเมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น, พวกเขาเริ่มหาพระอื่นมาทดแทน, แต่เมื่อคำวิงวอน ไม่ได้ผล พวกเขาก็เริ่มสรุปสาเหตุว่า ที่คำวิงวอนที่ไม่ได้รับคำตอบนั้น น่าจะมาจาก ความบาปบางประการที่เป็นสาเหตุทำให้พวกพระองค์ใดองค์หนึ่งไม่พอใจ, : "และเขาทั้งหลายก็ชักชวนกันว่า, ‘มาเถอะให้เราจับฉลากกัน เพื่อเราจะทราบว่า ใครเป็นต้นเหตุแห่งภัยซึ่งเกิดขึ้นแก่เรานี้.’ ดังนั้นเขาก็จับฉลาก ฉลากนั้นก็ตก แก่โยนาห์ " (ข้อ 7).

เรื่องที่น่าอัศจรรย์คือพวกชาวเรือไม้ได้จับโยนาห์ลงทะเลทันทีที่ฉลากตกกับท่าน . เรากำลังพูดกันถึงว่าเรือใกล้จะอัปปาง และลมพายุก็รุนแรงขึ้นทุกที. ถึงแม้ภัยอันตราย ใกล้เข้ามาทุกที ชาวเรือก็ยังอุตส่าห์ใช้เวลาสอบสวนโยนาห์ . เขาจึงพูดกับโยนาห์ว่า, "จงบอกเรามาเถิดว่า! ภัยซึ่งเกิดขึ้นแก่เรานี้ใคร เป็นต้นเหตุ ? เจ้าหากินทางใหน? และเจ้ามาจากใหน ประเทศของเจ้าชื่ออะไร ? เจ้าเป็นคนชาติใหน?" (ข้อ. 8).

ผมอดวาดภาพไม่ได้ว่าพวกชาวเรือกำลังยืนล้อมโยนาห์ และแต่ละคนยิงคำถาม เหล่านี้ขึ้นมาพร้อมๆกัน. หูของโนาห์คงอื้ออึงไปด้วยคำถาม. ลองมาดูเรื่องที่เล่า ในบทที่ 1 พวกชาวเรือนั้นเป็นฝ่ายพูด ในขณะที่โยนาห์แทบไม่ได้ พูดเลย ท่านตอบ คำถามนิดเดียว ท่านปิดปากแน่น. เป็นเหมือนเด็กๆที่ถูกพ่อแม่จับได้คาหนังคาเขา ขณะกำลังทำผิด และตอบคำถามแบบเหมือนจะเป็นคนใบ้ บางคนเวลาทำผิดแล้วถูก จับได้ ก็จะพูดอ้างอิงมากจนเวียนหัว แต่มีหลายคนเป็นเหมือนโยนาห์ คือพูดให้น้อย ที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะพวกที่ตั้งใจว่าจะหาทางทำผิดต่อ.

คำตอบห้วนๆของโยนาห์ (ตามที่มีการบันทึกไว้) คือ, "ข้าพเจ้าเป็นคน ฮีบรู8และข้าพเจ้ายำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ 9 ผู้ทรง สร้างทะเลและแผ่นดินแห้ง." (โยนาห์ 1:9).

พอได้ยินประโยคนี้ ทุกอย่างแจ่มชัดขึ้นมาในมโนภาพของชาวเรือ : โยนาห์เป็นผู้เผย พระวจนะชาวฮีบรู ผู้กำลังวิ่งหนีพระเจ้า. ต้องเป็นโยนาห์แน่นอนที่เป็นสาเหตุแห่งลม พายุ. ความบาปของโยนาห์เกือบทำให้คนทั้งลำเรือต้องจบชีวิตลง.

โยนาห์ถูกโยนลงทะเล
(1:10-15)
10 คนทั้งปวงก็กลัวยิ่งนัก จึงถามเขาว่า, "ท่านกระทำอะไรเช่นนี้หนอ?" เพราะคนเหล่านั้นทราบแล้วว่า ท่านหลบหนีจากพระพักตร์พระเจ้า เพราะท่านบอกกับเขาเช่นนั้น. 11 เขาทั้งหลายจึงกล่าวแก่ท่านว่า, "เราควรจะทำอย่างไรแก่ท่าน? เพื่อทะเลจะได้สงบลงเพื่อเรา"— เพราะทะเลยิ่งกำเริบมากขึ้นทุกที. 12 ท่านจึงตอบเขาทั้งหลายว่า "จงจับตัวข้าพเจ้าโยนลงไปในทะเลก็แล้วกัน. ทะเลก็จะสงบลงเพื่อ ท่าน, เพราะ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าที่พายุใหญ่เกิดขึ้นแก่ท่านเช่นนี้ ก็ เนื่องจากตัวข้าพเจ้าเอง" 13 ถึงกระนั้นก็ดีพวกลูกเรือก็ช่วยกันตีกรร เชียงอย่างแข็งแรงเพื่อจะนำเรือกลับเข้าฝั่ง แต่ไม่ได้ เพราะทะเลยิ่ง กำเริบมากขึ้นต้านเขาไว้. 14 เพราะฉะนั้น เขาจึงร้องทูลต่อพระเจ้าว่า, "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายขอวิงวอนต่อพระองค์ ขออย่าให้ พวกข้าพระองค์พินาศ เพราะชีวิตของชายผู้นี้เลย ขออย่าให้โทษของ การทำให้โลหิตที่ไร้ความผิดตกมาเหนือข้าพระองค์์ ข้าแต่พระเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์พอพระทัย ." 15 เขาจึงจับ โยนาห์ทิ้งลงไปในทะเล, ความปั่นป่วนในทะเลก็สงบลง.

ปฎิกิริยาของชาวเรือนั้นเหลือเชื่อจริงๆ. พวกเขานึกไม่ถึงว่าโยนาห์จะดื้อดึงหัวแข็งต่อ พระเจ้าได้ขนาดนี้ . เมื่อเขาถามว่า "ท่านกระทำอะไรเช่นนี้หนอ?" นั้นทำให้นึกถึงเมื่อ อาบีเมเลคกล่าวตำหนิอับราฮัม เมื่อท่านบอกกับใครๆว่านางซาราห์เป็นน้องสาว (ปฐก. 20:9). และนี่เป็นผู้เผยพระวจนะที่มีความตั้งใจแัน่วแน่ จนขนาดทำให้ชาวเรือถึงกับช็อค (1 โครินท์. 5:1). คงจะมีเรื่องมากกว่าที่บันทึกไว้ในพระธรรมโยนาห์แน่ๆ,10 แต่เท่า ที่พวกชาวเรือได้ยินก็แทบทำให้พวกเขาตัวแข็งเป็นหินได้. คงยังจำได้ว่าลมพายุก็ยัง พัดกระหน่ำรุนแรง และเรือก็กำลังจะแตกเป็นเสี่ยง (cf. ข้อ. 4).

ทะเลเริ่มบ้าคลั่งขึ้นทุกที เวลาก็เหลือน้อยนิด. เช่นเดียวกับที่อาบีเมเลคต้องการคำ อธิษฐานจากอับราฮัมผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า (ปฐก. 20:7), พวกชาวเรือเพียงขอ ร้องให้โยนาห์ทูลขอพระเจ้าให้ทรงละพระอาชญาเสีย. เพราะอย่างน้อย เขาก็เป็น ถึงผู้เผยพระวจนะ . "เขาทั้งหลายจึงกล่าวแก่ท่านว่า, "เราควรจะทำอย่างไรแก่ท่าน? เพื่อทะเลจะได้สงบลงเพื่อเรา ?’" (โยนาห์ 1:11).

โยนาห์บอกกับพวกชาวเรือให้จับตัวเขาโยนลงทะเล, และทะเลจะสงบลง (ข้อ 12) แล้วทำไมโยนาห์ถึงไม่กระโดดลงไปในทะเลเองเล่า ? ดูเหมือนว่าพวกชาวเรือกำลัง ทำตามคำสั่งของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้เผยพระวจนะโยนาห์. การจับโยนาห์โยนลง ทะเลก็เท่ากับส่งท่านไปสู่ความตาย เหมือนกับความบาปที่อิสราเอลมีต่อพระเจ้าก็ กำลังมุ่งไปสู่ความตาย (เลวีนิติ. 24:10-16), ดังนั้นพวกชาวเรือจึงต้องลงมือ จับโยนาห์ และโยนท่านลงทะเล ด้วยวิธีนี้พวกเขาจึงไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในบาป และการกบฎ ของโยนาห์

นักวิจารณ์บางคนพยายามตั้งข้อสังเกตุให้เห็นว่ามีการกลับใจในตอนนี้ อย่างที่เราอ่านพบเช่น :

ในที่สุดท่านก็ตอบคำถามของชาวเรือ, และยอมรับว่าท่านเป็นต้น เหตุของลมพายุนี้ ท่าทางเอาจริงของชาวเรือทำให้ลบล้างท่าที เมินเฉยไม่แยแสของท่าน และก่อให้เกิดความสำนึกผิด. และตอนนี้ ท่านเริ่มตระหนักแล้วว่าความบาปของท่านเป็นตัวการก่อให้เกิดพายุ ใหญ่ครั้งนี้. หนทางเดียวที่จะล้มเลิกพระพิโรธของพระเจ้าได้ คือยอม สละตนเองเพื่อรับโทษบาปนั้น. การที่ท่านยอมตายนั้นชี้ให้เห็นว่าท่าน รู้สึกสำนึกบาปที่มีต่อพระเจ้า.

โยนาห์แสดงให้เห็นว่าเขากลับใจจริง. ชายผู้นี้ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะ การไม่เชื่อฟังอีกต่อไป เพราะเขาเสียสละตนเองเพื่อเป็นเหมือนเครื่อง บูชาเพื่อผู้อื่นจะไม่ตาย (ข้อ 12).

และเขาไม่ต้องวิ่งหนีพระเจ้าอีกต่อไป! เขายอมจำนนทั้งกาย, วิญญาณ และความต้องการให้กับพระเจ้า . เขาได้แสดงความเชื่ออันกล้าหาญ เขายังเป็นบุตรที่พึ่งพิงของพระเจ้า, ถึงแม้ได้ทำบาปที่ใหญ่หลวงมา 11 ก็ตาม

สำหรับผมไม่เห็นเลยว่ามีการกลับใจในตอนนี้.12 และไม่เห็นว่ามีการกลับใจที่ใหนใน หนังสือทั้งเล่ม, และที่แน่ๆไม่มีในบทที่่ 2. ทั้งหมดนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่าโยนาห์อยากตาย ทำไมอยู่ดีๆเราถึงต้องมาเห็นว่าเป็นการกลับใจ. ถ้าเขาทำให้พระจ้าเคืองพระทัย โดยการหลบหนีคำสั่ง แน่นอนเขาก็สามารถทำได้เช่นกันด้วยการตาย. นอกเหนือจาก นั้นพวกชาวเรือแสดงความกลัวที่จะ "ทำให้โลหิตที่ไร้ความผิดตก" (ข้อ 14) . ถ้าโยนาห์ได้สารภาพบาปด้วยความจริงใจ ทำไมพวกชาวเรือถึงคิดว่าเขาเป็น "ผู้บริสุทธิ์" . การกลับใจหมายถึงยอมรับความผิด แต่พวกชาวเรือกลับกลัวว่าจะ ฆ่าผู้บริสุทธิ์. ไม่ ผมก็ยังไม่เห็นการกลับใจอยู่ดี. ดูเหมือนเขาก็ยังรอดตัวไปได้

เราคงคิดว่าในขนะที่สถานการณ์กำลังคับขันสุดๆเช่นนี้ ขนะที่พายุพัดแรงขึ้นและทำให้ อันตรายร้ายแรงกำลังจู่โจมเข้ามา, พวกชาวเรือคงต้องรีบทำตามที่โยนาห์บอก แต่ พวกเขากลับใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตโยนาห์ไว้โดยการพยายามพาย กลับเข้าฝั่งเพื่อส่งท่านลง (ข้อ13). นี่เป็นความพยายามที่เสี่ยงตายเอาการ เพราะชาย ฝั่งมักมีโขดหินและบรรดาปะการังขวางอยู่ และน่าจะเป็นที่ที่อันตรายที่สุดท่ามกลาง พายุร้าย . สถานที่ที่ปลอดภัยกว่าน่าจะเป็นที่อยู่ไกลออกไปจากชายฝั่ง 13

หลังจากที่พยายามช่วยชีวิตโยนาห์จนถึงที่สุดแล้ว. พวกชาวเรือก็เห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งที่โยนาห์บอกน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด. แต่ก่อนที่จะโยนโยนาห์ลงไปในทะเล พวกชาวเรือก็อธิษฐานอีกครั้ง: "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายขอวิงวอนต่อ พระองค์ ขออย่าให้ พวกข้าพระองค์พินาศ เพราะชีวิตของชายผู้นี้เลย ขออย่าให้ โทษของ การทำให้โลหิตที่ไร้ความผิดตกมาเหนือข้าพระองค์์ ข้าแต่พระเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์พอพระทัย ." (โยนาห์ 1:14).

ชาวต่างชาติเหล่านี้ได้ทำมากมายเพียงใด เขายอมละจาก "เทพเจ้า" ของพวกเขา เพื่อพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่แท้จริงพระองค์เดียว. พวกเขาอ้อนวอนต่อพระเจ้าก่อนที่จะทำ สิ่งใดกับโยนาห์. และพวกเขาก็ยอมรับในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ . หลังจากที่ได้ อธิษฐานแล้ว พวกเขาก็จับท่านโยนลงทะเลไป

ทะเลสงบลงแล้ว แต่ไม่ใช่พวกชาวเรือ14
(1:15-16)
15 เขาจึงจับโยนาห์ทิ้งลงไปในทะเล ความปั่นป่วนในทะเลก็สงบลง. 16 คนเหล่านั้นก็ยำเกรงพระเจ้ายิ่งนัก, เขาทั้งหลายก็ถวายสัตวบูชาแด่ พระเจ้าและสาบานตัวไว้.

ในขนะที่ชาวเรือเฝ้าดูโยนาห์จมหายไปในคลื่น เขาเริ่มรู้สึกว่าลมนิ่งลง และทะเลก็สงบลง พวกเขานึกออกทันทีว่า ที่คิดเอาไว้นั้นเป็นความจริง พระเจ้าของโยนาห์น่าจะเป็น พระเจ้าที่เที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว พระองค์ ได้กระทำให้เกิดพายุใหญ่ สาเหตุเพราะ การหนีไปของโยนาห์ผู้เดียว และอย่าง ที่โยนาห์บอกไว้ให้โยนเขาลงไปในทะเล แล้วทะเลก็จะสงบเอง. ดังนั้นพระธรรมตอน นี้จึงจบลงที่เรื่องการนมัสการของพวกชาวเรือ "คนเหล่านั้นก็ยำเกรงพระเจ้ายิ่งนัก, เขาทั้งหลายก็ถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้าและสาบานตัวไว้" (โยนาห์ 1:16). ในขนะ ที่คนต่างชาติกลับกลายเป็นคนชอบธรรม ผู้เผยพระวจนะก็ยังหลงหายอยู่ ในความ พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการไปประกาศกับชาวนีนะเวห์ โยนาห์กลับประกาศแบบ ไม่ตั้งใจกับชาวเรือแทน และคนพวกนี้ก็ได้มารู้จัก และมีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว กับท่าน .

บทสรุป
มีบทเรียนที่สำคัญมากมายจากบทแรกของหนังสือโยนาห์นี้ ให้ผมลองนำข้อ ที่เด่นๆออกมาและดูว่าจะนำมาใช้กับชีวิตของเราได้อย่างไร

ภาพพจน์ของเราที่เคยมีต่อผู้เผยพระวจนะและพวกคนต่างชาติไปกันไม่ได้กับ พระธรรมเล่มนี้เลย มีผู้วิจารณ์บางท่านกล่าวว่า:

"ภาพพจน์บางอย่างตามอุดมคติของศาสนาฮีบรูถูกเหวี่ยงทิ้งลงเรือไป พร้อมๆกับโยนาห์. เหมือนสร้างความรู้สึกเชิงติดลบต่อผู้เผยพระวนะ ให้กับพวกผู้อ่าน และทำให้มองเห็นภาพของสุนัขต่างชาตินั้นน่านับถือ มากขึ้น ทัศนคติเช่นนี้เป็นเหมือนดังเมล็ดพืชที่ผู้เล่าเรื่องหว่านไว้เพื่อ การเก็บเกี่ยวที่จะตามมาในภายหลัง" .15

ยอมรับเถอะครับว่า เนื้อหาเรื่องนี้นั้นช่างกลับตาลปัตรไปทั้งฝ่ายพระเอกและผู้ร้าย ตอนเริ่มอ่านแรกๆ เราคงเดาว่าโยนาห์นั้นเป็นพระเอกแน่ๆ ขนะที่พวกชาวเรือนอก ศาสนานั้นต้องเป็นพวกผู้ร้าย. และนี่คือภาพที่สะท้อนชัดเจนของโยนาห์ และคน อิสราเอลที่โยนาห์เป็นเหมือนตัวแทน ในเนื่อเรื่องชาวเรืออธิษฐานภาวนา ในขนะ ที่โยนาห์ ไม่ได้คิดจะทำอะไร ชาวเรือค้นหาความบาปที่อาจมีอยู่ในเรือ แต่โยนาห์ เปล่า ชาวเรือจบลงที่ได้นมัสการพระเจ้า แต่โยนาห์ก็เปล่าอีก พวกชาวเรือมีความ สงสารในตัวโยนาห์ ในขนะที่ท่านไม่ได้แยแสเลยว่าตัวเองเป็น สาเหตุที่ทำให้คน พวกนี้เดือดร้อนแสนสาหัส เห็นได้ชัดเจนว่าพระธรรมเรื่องนี้ พลิกความคาดหมาย ของเราจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว.

ความรู้สึกส่วนตัวที่ผมมีต่อพระธรรมบทนี้นั้นใกล้เคียงกับที่มีต่อพระธรรมปฐมกาล ในตอนที่กล่าวถึงยาโคบและพี่ชายของเขา เอซาว. เอซาวอาจจะเป็นคนไม่มีพระเจ้า แต่ผมก็ยังชอบเขามากกว่ายาโคบคนขี้ฉ้ออารมณ์ศิลปินอยู่ดี. ถ้าผมจะต้องเลือกเพื่อน บ้านสักคนระหว่างยาโคบและเอซาว ผมก็จะเลือกเอซาวทุกครั้งไป เช่นกัน ระหว่าง โยนาห์กับชาวเรือ ผมก็อยากได้ชาวเรือพวกนี้มาอยู่ข้างบ้านมากกว่าให้โยนาห์มาอยู่ เพียงแต่ในกรณีนี้ชาวเรือในที่สุดเชื่อในพระเจ้า แต่เอซาวมิใช่.

ให้มาดูข้อแตกต่างระหว่างโยนาห์และชาวเรือในบทแรกของพระธรรมโยนาห์ :

ชาวเรือ
โยนาห์

อธิษฐาน
ไม่ได้อธิษฐาน

ช่วยกันรักษาเรือและชีวิตอย่างแข็งขัน
นอนหลับสนิท

สงสารโยนาห์
ไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของชาวเรือ

พยายามช่วยชีวิตโยนาห์
ไม่สนใจที่จะช่วยชาวเรือ

อยากมีชีวิตอยู่
อยากตาย

พยายามหาความบาป
อยากอยู่ในบาปต่อไป

เชื่อฟังในสิ่งที่ได้รู้มา
ไม่เชื่อฟังทั้งๆที่รู้มากกว่า

นมัสการพระเจ้า
ไม่นมัสการ

ตระหนกต่อความบาปของโยนาห์
ไม่รู้สึกรู้สมกับบาปของตนเอง

ยำเกรงพระเจ้า
ไม่มีหลักฐานว่ากลัวพระเจ้า



มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทั้งโยนาห์และชาวเรือเห็นพ้องต้องกัน และเป็นสิ่งที่คิดผิดทั้งคู่ เพราะ ทั้งคู่ยึดตามแบบธรรมเนียมเดิมที่เคยทำมา และป็นไปตามขั้นตามตอน ทั้งคู่คิดตาม สิ่งที่ตนเองยึดถือ. คำถามที่ชาวเรือถามแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนความคิดของพวกเขา คำถามแบบในข้อ 8 ซึ่งเกี่ยวกับโยนาห์เช่น: (1) อาชีพ (เจ้าหากินทางใหน?) และ (2) เชื้อสาย เผ่าพันธ์ใด ? (และเจ้ามาจากใหน,ประเทศของเจ้าชื่ออะไร,เจ้าเป็นคน ชาติใหน?)

เป็นจริงมิใช่หรือ ว่าคนอิสราเอลนั้นภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของตนเป็นอย่างยิ่ง (เราเป็นลูกหลานของอับราฮัม) และภูมิใจในชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นชนของพระเจ้า พวกเขารู้สึกแตกต่างและโดดเด่นกว่าชาติอื่นใด และโยนาห์มิใช่ชนชาตินี้หรือ ? และยิ่งไปกว่านั้นอาชีพของเขายิ่งต้องเป็นที่น่าภาคภูมิใจสักเท่าใด ?

พระธรรมบทนี้บอกเราว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงที่สุด. ยังมีเรื่องที่สำคัญสำหรับพระเจ้าอีกสอง เรื่อง. เรื่องแรกคือ "รักพระเจ้า" เรื่องที่สองคือ "รักเพื่อนมนุษย์" โยาห์น่าจะสำแดง ความรักที่มีต่อพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังพระองค์. โยนาห์ไม่ได้เชื่อฟัง แถมแสดงออก ด้วยการไม่ทำตามบัญญัติที่พระองค์สั่ง. เรื่องที่สองคือโยนาห์ไม่ได้รักเพื่อนมนุษย์ เราเห็นภาพสะท้อนชัดเจนจากการที่เขาแทบไม่่มีความสงสารต่อชาวเรือเลย

ในพระคัมภีร์ใหม่ องค์พระผู้เป็นเจ้ายังย้ำถึงเรื่องที่่สำคัญสองเรื่องนี้ซ้ำอีก - รักพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์—เพราะเป็นหัวใจหลักจากพระบัญญัติในพระคัมภีร์เดิม และเป็นหลัก ของพันธสัญญาใหม่เช่นกัน(cf. มัทธิว 22:34-40). พระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่าถ้าพวก เขารักพระองค์ พวกเขาควรจะเชื่อฟังและทำตามพระบัญญัติที่สอนให้รักผู้อื่น (ยอห์น 13:34; 14:15; 15:9-13).

ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่พวกผู้นำทางศาสนาของอิสราเอลในยุคพระกิตติคุณ เป็นเหมือนเช่นโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ คือเป็น "ผู้ร้าย" มากกว่าเป็น "คนดี" โยนาห์ เป็นดังภาพพยากรณ์ความชั่วร้ายของบรรดาผู้นำอิสราเอลในสมัยของพระเยซู ในขนะที่ เราคิดว่าพวกเขาน่าจะต้อนรับพระองค์ พวกเขากลับปฎิเสธ และยุยงส่งเสริมให้พระองค์ ไปสู่ความตาย คนเหล่านี้คือผู้ที่ "ยึดเอาเรือนของหญิงหม้าย" และสมควรแล้วที่ถูก พระเยซูกล่าวโทษอย่างรุนแรง (มัทธิว 23).

โยนาห์บทที่ 1 เตือนเราว่าพระเจ้าไม่ได้สนใจเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธ์ ต้นตระกูล หรือ หน้่าที่การงานของเรา แต่พระองค์สนใจว่าเราทำสิ่งใดต่อคำสั่งของพระองค์ . เช่นเดียว กับที่ อ.เปาโลกล่าว พระเจ้าไม่ได้สนใจว่าเราเป็นผู้ครอบครองธรรมบัญญัติหรือไม่ (เหมือนที่พวกยิวเป็น) มากไปกว่าว่าเราปฎิบัติตามหรือไม่.

11 เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใดเลย. 12 คนทั้งหลายที่ไม่มี ธรรมบัญญัติและทำบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และคน ทั้งหลายที่มีธรรมบัญญัติ และทำบาปก็จะต้องมีโทษตามธรรมบัญญัติ 13 เพราะว่าคนที่เพียงแต่ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้น หาใช่ผู้ชอบธรรมใน สายพระเนตรของพระเจ้าไม่ คนทีประพฤติตามธรรมบัญญัติต่างหาก ที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม 14 เมื่อคนต่างชาติซึ่งไม่มีธรรม บัญญัติได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติโดยปกติวิสัย คนเหล่านั้นแม้ไม่มี ธรรมบัญญัติก็เป็นธรรมบัญญัติให้ตัวเอง แม้ว่าเขาจะไม่มีธรรมบัญญัติ ก็ตาม 15 เขาแสดงให้เห็นว่าหลักความประพฤติที่เป็นตามธรรมบัญญัติ นั้น มีจารึกอยู่ในจิตใจของเขา และใจสำนึกผิดชอบก็เป็นพยานของเขา ด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆของเขานั้นแหละจะกล่าวโทษตัวเขา หรือ อาจจะแก้ตัวให้เขา 16 ในวันที่พระเจ้าทรงพิพากษาความลับของ มนุษย์โดยพระเยซูคริสต์ ทั้งนี้ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพได้เจ้าประกาศนี้

17 แต่ถ้าท่านเรียกตัวเองว่ายิว และพึ่งธรรมบัญญัติ และยกพระเจ้าขึ้น อวด 18 และว่าท่านรู้จักพระทัยของพระองค์ และเห็นชอบในสิ่งที่ ประเสริฐ เพราะว่าท่านได้เรียนรู้ในธรรมบัญญัติ 19 และถ้าท่านมั่นใจ ว่าท่านเป็นผู้จูงคนตาบอด เป็นความสว่างให้แก่คนทั้งหลายที่อยู่ใน ความมืด 20 เป็นผู้สอนคนโง่ เป็นครูสอนเด็ก เพราะท่านมีแบบอย่าง ของความรู้และความจริงในธรรมบัญัตินั้น 21ฉะนั้นท่านซึ่งเป็นผู้สอน คนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ ? หรือเมื่อท่านเทศนาว่าไม่ควรลักทรัพย์ ตัวท่านเองลักหรือเปล่า ? (โรม 2:11-21)

ประเด็นที่ อ.เปาโลชี้ให้เห็นง่ายๆคือ การที่เป็นผู้ครอบครองและสั่งสอนธรรมบัญญัติ อย่างเช่นพวกยิวเท่านั้นไม่พอ มนุษย์ต้องเชื่อฟังธรรมบัญญัติด้วย โยนาห์ก็เป็นเหมือน พวกชาวยิวในสมัยนั้น ภูมิอกภูมิใจนัก ในการเป็นผู้ครอบครองธรรมบัญญัติ แต่ไม่เคย ประพฤติตาม ดังนั้นพวกชาวเรือผู้ตื่นตระหนกกลับกลายเป็นพระเอกของเรื่องไป เพราะ พวกเขาปฎิบัติทุกอย่างเท่าที่รู้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ในขณะที่โยนาห์กลับขัด คำสั่งที่พระเจ้าสั่งเขาโดยตรง ทั้งๆที่รู้

พวกชาวเรือได้รับความรอด (ผมเชื่อว่า ทั้งกายและวิญญาณ) เพราะเขาเชื่อฟังสิ่งที่เขา รู้ว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งนับเป็น "ข่าวประเสริฐ" ของพวกเขา พวกเขาได้เรียนรู้ แล้วว่าบรรดา "เทพเจ้า" พวกนั้นไม่ใช่พระเจ้า เพราะไม่สามารถตอบคำอธิษฐาน หรือควบคุมท้องทะเลได้ พวกเขารู้ว่าความบาปนำมาซึ่งการพิพากษา และเรียนรู้ว่า พระเจ้าของชาวอิสราเอลเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และรู้อีกด้วยว่าจะรอด ได้ด้วยการ "ตาย" ของโยนาห์ชาวยิวผู้นี้

พระกิตติคุณของพวกเราทั้งหลายในทุกวันนี้ก็ยึดหลักเดียวกัน แต่ชัดเจนมากกว่า พระเยซูเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ เป็นผู้สร้างและกระทำให้ทุกสิ่งที่ทรงสร้างให้ดำรงอยู่ (โคโลสี. 1:16-17). โดยความเชื่อในพระคริสต์ ในการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพ และในการคืนพระชนม์ ทำให้เราได้รับความรอด เราทุกคนก็เหมือนชาวเรือที่อยู่บนเรือ ลำนั้น ตกอยู่ในอันตรายของการถูกพิพากษา เราเหมือนพวกเขาเพราะได้รับความรอด จากการสิ้นชีวิตของผู้อื่น ผู้เป็นชาวยิว พระเยซูคริสต์ ผู้แบกรับพระพิโรธของพระเจ้า เพื่อช่วยเราให้รอด โยนาห์ก็เป็นเหมือนพระเยซู ตายเพื่อความรอดของผู้อื่น แต่ที่ต่าง กันคือพระเยซูทรงปราศจากบาป และยอมสละพระองค์เองบนกางเขนที่เนินหัว กระโหลกเพื่อช่วยทุกคนที่เชื่อในพระองค์

ขอให้ความเชื่อของพวกชาวเรือนี้เป็นบทเรียนให้เราทั้งหลายว่า การพบคนหลอกลวง ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างที่จะปฎิเสธความเชื่อ โยนาห์เป็นคนที่หลอกลวง และผมเชื่อ ว่าพวกชาวเรือรู้ข้อนี้ดี ถึงกระนั้นการหลอกลวงของโยนาห์ก็ไม่สามารถขัดขวางความ เชื่อและไว้ใจที่พวกเขามีต่อพระเจ้าได้ ฉะนั้นอย่าพยายามหาข้ออ้างโดยชี้ให้เห็นถึง คนของพระเจ้าที่หลงผิดไป เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการทำตามคำสั่งบ้าง เราทุกคนมี หน้าที่รับผิดชอบในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ความบาปเป็นอันตรายต่อผู้อื่นจึงควรกำจัดให้หมดสิ้นไป. ตัวโยนาห์เองเป็นมหันตภัย อย่างยิ่งต่อชาวเรือ ความบาปของเขาเร่งพระพิโรธของพระเจ้าและทำให้ทุกคนบนเรือ ลำนั้นตกอยู่ในอันตราย พวกชาวเรือจะรอดได้ทางเดียวคือต้องโยนโยนาห์ลงทะเลไป

เรื่องนี้นับเป็นอุทาหรณ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับวินัยของคริสตจักร เช่นเดียวกับที่บาปของ โยนาห์เป็นอันตรายต่อเรือทั้งลำ บาปของธรรมิกชนสักคนก็อาจทำให้ทั้งคริสตจักร ล่มลงมาได้ อย่างที่ อ.เปาโลกล่าวไว้ "เชื่อขนมปังเพียงนิดเดียว ย่อมทำให้ แป้งดิบฟูทั้งก้อน" (1 โครินธ์ 5:6). ดังนั้นถ้าทางคริสตจักรล้มเหลวที่จะจัดการกับ ความบาปของสมาชิกคนใดคนหนึ่ง ก็จะเป็นอันตรายกับทั้งคริสตจักรด้วย และเช่นที่ โยนาห์ต้องถูกโยนลงทะเล สมาชิกที่ยังยืนยันจะทำบาปต่อไปต้องสมควรที่จะถูก "กำจัดออกไปเสีย" ด้วย (1 โครินธ์. 5:5, 9-13).

ไม่ใช่ตำแหน่งหรืออาชีพที่เราทำ แต่การกระทำของเราต่างหากที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้าหรือไม่ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งงานสูงๆมักเป็นผู้ที่เมินเฉยต่อการ ทรงเรียกเป็นที่สุด ผู้ใดได้รับมากก็จะถูกเรียกเอาคืนมาก ขออย่าให้เราเป็นเหมือน โยนาห์ ผู้ที่รู้แล้วฝ่าฝืน แต่ให้เป็นเหมือนชาวเรือที่เชื่อฟังและทำตามพระประสงค์ของ พระเจ้าในทุกสิ่งที่รู้มา

"มีสันติสุข" ไม่ได้หมายความว่าอยู่ในน้ำพระทัยเสมอไป โยนาห์นอนหลับสนิทอยู่ใน เรือนั้นเห็นภาพชัดเจนว่าไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนคำสั่งได้เท่าเขา บางทีก็เป็นจริงว่าการ "มีสันติสุข" อาจพิสูจน์ถึงการอยู่ในน้ำพระทัย แต่ก็ไม่เสมอไป สันติสุขของโยนาห์ เป็นผลมาจากจิตใจที่แข็งกระด้างและสำนึกที่เย็นชา ผู้ที่อยู่ในสภาพฝ่ายวิญญาณ เช่นนี้กำลังตกอยู่ในภัยอันตรายอันใหญ่หลวง

ความบาปที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ทำให้เกิดอาการต่างๆ ซึ่งบรรดาธรรมิกชนทั้งหลาย ควรรู้ไว้ ข้อต่างๆด้านล่างเป็นอาการที่เกิดเพราะความบาปของโยนาห์ที่เราควรจำ:

1. ขาดการอธิษฐาน

2. ขาดการสรรเสริญ และความชื่นชมยินดี

3. ไม่มีความพอใจในชีวิต / ความตายอาจดีกว่า

4. ขาดการสำนึกในบาปของตนเอง

5. ขาดการสำนึกในผลของความบาปที่อาจมีต่อผู้อื่น

6. ไม่มีความสงสารให้ใคร

7. จงใจฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า

ขออย่าให้มีอาการเช่นนี้ในชีวิตของเราเลย ถ้ามีขอให้เราจัดการกับมันอย่างเร่งด่วน และจริงจัง

(จบบทที่ 1 - ยังมีต่อครับ)

ขยายความตอนแรก


--------------------------------------------------------------------------------

1 "โดยทั่วไปเรื่องคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมมักยกย่องคนของพระเจ้าในแง่ที่เขา เป็นคนกลางผู้่เปิดเผยพระราชอำนาจและพระสิริของพระองค์ แต่โยนาห์ไม่ใช่วีรบุรุษ เรื่องของเขาดูเหมือนอยู่ในแสงสลัว คำพยากรณ์หลายเรื่องในพระคัมภีร์เดิมที่เรา สามารถย้อนกลับไปค้นคว้าดูว่าพระเจ้ากระทำให้สำเร็จลงได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้ กลับมีรูปแบบตรงกันข้าม คือคำพยากรณ์ในเรื่องการทำลายนครนีนะเวห์ กลับไม่ เป็นไปตามนั้น " อ้างอิงจาก Leslie C. Allen, The Books of Joel, Obadiah, Jonah and Micah (Grand Rapids: William B. Eerdmans Publishing Company, 1976), p. 175.

2 2 ชื่อ "โยนาห์" แปลว่า "นกพิราบ," ถึงแม้เราชอบไพล่นึกไปว่าผู้เผยพระวจนะคนนี้ น่าจะเป็น "เหยี่ยว." มากกว่า "อามิททัย" แปลว่า "ผู้แท้จริง[ของฉัน] "

3 "ความชั่วร้ายของนีนะเวห์ ประกอบด้วย, นอกจากการกราบไหว้รูปเคารพแล้ว ยังมี ความยโสจนเกินควร (10:5-19; 36:18-20), และการกดขี่ข่มเหงเมืองขึ้นอย่าง ทารุณ (2 พกษ 15:29; 17:6; Is. 36:16, 17), "สงครามที่ไร้มนุษยธรรม" จาก Theodore Laetsch, The Minor Prophets (St. Louis: Concordia Publishing House, 1956), p. 221.

4 "ความตั้งใจหนีไปทารชิช", เมืองเก่าแก่ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของฟินิเซีย ตั้ง อยู่ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสเปน เป็นเมืองที่อยู่ใกลที่สุดทางทิศตะวันตกที่ รู้จักกันในสมัยนั้นว่า, "อยู่เกือบนอกโลก" อ้างอิงจาก Ibid., p. 221.

5 "เขาหนีไปจากพระพักตร์พระเจ้า" การที่จะไปยืนต่อหน้าผู้ใด ถูกใช้ในแง่ของการ ไปรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา. (ปฐก. 41:46;ฉธบ. 1:38; 10:8; 1 ซมอ. 16:21; 1 พกษ. 17:1; 18:15; 2 พกษ. 3:14, etc.) การหนีไปจากพระพักตร์ = ปฎิเสธที่จะไป รับใช้ผู้บังคับบัญชา" อ้างอิงจาก Ibid., p. 222.

6 "‘หลับสนิท,’ ใช้ใน Niphal, เป็นเหมือนการนอนหลับลึกอย่างไม่รู้ตัว(โยนาห์ 1:5, 6; Ps. 76:7, A.V., 6), ‘หลับเหมือนตาย’ (ผู้วินิจฉัย. 4:21; ดาเนียล. 8:18; 10:9); มีใน ปฐก. 2:21; 15:12; สภษ. 19:15, etc." Ibid., p. 223.

7 "จงลุกขึ้นไปยัง … —โยนาห์คงคิดว่าฝันร้ายไป: แต่เป็นคำพูดที่พระเจ้าทำลายความ สุขส่วนตัวของเขาก่อนหน้านี้" อ้างอิงจาก Allen, pp. 207-208.

8 "‘ข้าพเจ้าเป็นคนฮีบรู,’ เป็นชื่อที่คนต่างชาติรู้จักว่าเป็นชาวอิสราเอล (ปฐก. 14:13; 39:14, 17; 1 ซมอ. 29:3; กิจการ 6:1)." Laetsch, p. 225.

9 "พระลักษณะของพระเจ้า"แห่งฟ้าสวรรค์" ที่โยนาห์ต่อท้ายพระนามพระเจ้า พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ (ปฐก. 24:3, 7), ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายใน เปอร์เซีย หลังจากช่วงที่ถูกเนรเทศ เป็นการพูดถึงยาเวห์ ในฐานะพระเจ้าที่มีพระ ราชอำนาจและฤทธานุภาพสูงสุด ชาวยิวใช้นามนี้เมื่อติดต่อกับชาวต่างชาติเพราะเป็น ที่เข้าใจว่าพระองค์ปกครองทั่วสากลโลก มากกว่าที่ชาวยิวคิดว่าเป็นพระเจ้าของ บรรพบุรุษ ’ โดยใช้พระนามนี้ ผู้คนทั่วไปจะสามารถพึ่งพิงได้้มากกว่าเป็นเพียงพระ เจ้าของกลุ่มบุคคลใด ดังนั้นจึงมีการต่อท้ายด้วยคำว่า "ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน แห้ง." อ้างอิงจาก Allen, pp. 209-210.

10 จาก Ibid., pp. 210-211. Allen ดูเหมือนจะมีหมายเหตุในเรื่องนี้ทำนองไม่อยาก ให้โยนาห์เป็นวีรบุรุษ แต่เป็นผู้ร้าย แต่ผมเห็นว่าโยนาห์เพียงอยากจะหนีจากหน้าที่ด้วย การยอมตาย คำร้องขอในบทที่ 4 จะช่วยเสริมให้เห็นความเป็นไปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

11 อ้างอิงจาก Laetsch, p. 227.

12 ตัวอย่างของการกลับใจที่แท้จริง, 2 ซมอ. 24:17; 1 พศด. 21:17.

13 ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยโยนาห์โดยความพยายามของชาวเรือ ? Allen (p. 211) ผมคิดว่าเป็นเพราะบางทีพระองค์อยากให้โยนาห์รู้ว่าเขาได้รับการช่วยกู้โดยการ อัศจรรย์ที่เป็นพระคุณล้วนๆ โยนาห์ต้องการ "การช่วยกู้" ไปพร้อมๆกับที่ชาวนีนะเวห์ ได้รับ และโยนาห์จะชื่นชมยินดีในการได้รับความรอด แต่คนละแบบกับวิธีของชาว นีนะเวห์

14 ผมชอบชื่อเรื่องที่ Allen (p. 205) ให้ไว้เป็นหัวข้อของ vv. 4-16, ว่า "การลงโทษโยนาห์: ความภักดีของคนนอกศาสนา"

15 อ้างอิงจาก Allen, p. 212.

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Humility - ความถ่อมใจ


Spiritual21 กันยายน

Humility



ขณะที่พระเยซูล้างเท้าสาวก จนกระทั่งมาถึงเปโตร จะไม่ยอมให้ล้าง แต่พระเยซูบอกว่าถ้าไม่ให้ล้าง ก็มีส่วนในพระองค์ไม่ได้ เปโตรจึงทูลว่า "พระองค์เจ้าข้ามิใช่แต่เท้าของข้าพระองค์เท่านั้น แต่ขอทรงโปรดล้างทั้งมือและศีรษะด้วย" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว"


มีสิ่งพิเศษบางอย่างเกิดขึ้นในเหตุการณ์ เคยสงสัยว่าทำไมคำสนทนาช่วงนี้แปลกๆ ไม่เคยเข้าใจ ... แต่เห็นสิ่งพิเศษอย่างนึง?


IMAGE


เท้าเป็นสิ่งสกปรกที่สุดของคนเรา ยิ่งคนไทย จะเห็นว่าเป็นของต่ำมาก ถ้าใครยกเท้าให้ เป็นเรื่องแน่นอน แต่ขณะที่พระองค์ล้างเท้า มันมีความหมายพิเศษมาก พระเยซู พระองค์อยากจะบอกเราทั้งหลายว่า สิ่งที่เราคิดว่ามันต่ำ มันแย่ที่สุดในชีวิตเราแต่ละคน พระองค์ก็ทรงรับได้ เรื่องโสโครก โสมม เบื้องลึกในใจที่เลวร้ายที่สุดที่ไม่อยากให้ใครรู้ พระองค์ก็ยังยอมลดตัวลงต่ำเพื่อเรา พระโลหิตของพระเยซูที่ไหลก็เพื่อความบาป บาปที่สุดนั้นก็ยังจะสะอาดหมดจด ... ในการล้างเท้าไม่ได้มีเพียงแค่ความถ่อมใจ หากแต่ความหมายของการล้างเท้านั้น ความรักเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุด พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่รักเราอย่างที่สุด ความรักที่ทำให้พระองค์อดทนเราได้นาน ไม่จดจำความผิด เชื่อในส่วนดีของเราอยู่เสมอ


ตั้งแต่ที่พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ยอมต่ำตั้งแต่วินาทีแรก พระองค์ประสูติในคอกสัตว์ ไม่มีห้องดีๆ สำหรับพระองค์ พระเยซูอยู่บ้านไม่ได้ใหญ่โต เมื่อมีคนจะมาแต่งตั้งให้พระองค์เป็นกษัตริย์ มีอำนาจ พระองค์ก็ปฎิเสธ ยอมสละเกียรติและความสง่างามของตัวเอง ลงมารับใช้ ให้มนุษย์โขลกสับ และวิธีการนี้ ทำให้พระองค์ไม่เคยอ้างตัวเองว่าเป็นพระเจ้าตรงๆ ซักครั้งเดียว จนกระทั่งความมรณาที่กางเขน ... ในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดเป็นของพระองค์เลย บ้านก็ไม่มี กระทั่งหลุมฝังศพยังต้องยืมคนอื่น

พระเยซูวางแบบอย่างไว้ให้แก่เราในความถ่อมใจดังนี้


1. พระเยซู - ไม่ทำตามใจตัวเอง แต่หากตามพระบิดา (John 5:30) "เรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา";
คริสเตียน - ไม่ทำตามเนื้อหนัง แต่ตามใจพระเจ้า (2 Corin 5:15); "พระองค์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้อยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย"


2. พระเยซู - ไม่อวดอ้าง หรือเป็นพยานให้แก่ตัวเอง (John 5:31) "ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง คำพยานของเราก็ไม่จริง"
คริสเตียน - ใครจะเข้าใจหรือมองเราในแง่ดูถูกแค่ไหน ไม่ต้องสนใจ พระเจ้าเข้าใจและอยู่เหนือทุกสิ่ง (Phil 4:6) อธิษฐานเผื่อด้วย...ข้อนี้ยังพลาดบ่อย


3. พระเยซู - ยอมเป็นคนต่ำ ทำสิ่งที่ต่ำต้อย และน่าดูถูกสำหรับคนทั่วไป (John 13 - ล้างเท้า)
คริสเตียน - (Romans 12:10, 16) "จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว ... อย่าใฝ่สูง แต่จงถ่อมใจลงยอมทำการต่ำ"


นอกจากนี้ ในหนังสือ 2 Sam 6:22 กษัตริย์ดาวิดที่เชิดชูของประชาชน กล่าวว่า "เราจะถ่อมตัวของเราลงยิ่งกว่านี้อีก ให้ปรากฏแก่ตาของเราเองว่าเป็นคนต่ำ" ... ความถ่อมใจ เป็นการลดความสำคัญของตัวเองลงไป และไม่ใช่คนเย่อหยิ่งที่ชนะใจคน หากแต่คนใจถ่อม เป็นที่น่ายินดีของคนอื่นและโดยเฉพาะต่อพระเจ้า


การที่เราเป็นคนยอมถ่อมใจให้โลกดูถูก เพื่อเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า จงภูมิใจเถิด ... ความสุขเป็นของบุคคลที่ไม่ดำเนินในทางของความอธรรม


อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน [Phil 2:3-8]


Crucified laid behind a stone
You lived to die rejected and alone
Like a rose trampled on the ground
You took the fall and thought of me ... above all


บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเจ้า คือความมั่งคั่งเกียรติและชีวิต [Proverb 22:4]

Spiritual17 กันยายน
รักวิเศษ - พระเจ้าเป็นความรัก - พระเจ้าที่พูดกับมนุษย์ได้
คำเทศนาวันนี้ดีจัง จบท้าย ได้โดนใจมากๆ อาจารย์ยกคำพูดของเปาโล ว่าข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ เพื่อสิ่งที่อยู่บนสวรรค์ที่ไม่อาจจะสูญสิ้น สิ่งที่อยู่บนโลกนี้เป็นเพียงหยากเยื่อ ราคี และเป็นเพียงของชั่วคราว ทำให้นึกถึงเพลงด้านล่างนี้ขึ้นมา

เพลง รักวิเศษ - อัลบั้ม เกรซ 7
ข้าอยากจะรักพระองค์มากกว่า มากกว่าสิ่งใดในชีวิตข้า
ทุกสิ่งที่ข้ามีเป็นเพียงของที่ชั่วคราว
แต่ความรักของพระเจ้า นั้น มั่นคง ยืนยาว

* เพราะรักวิเศษและดี ไม่มีในผู้อื่น
มีเพียงแต่รัก ขององค์พระเจ้าเท่านั้น
ขอทรงโปรดสอนหัวใจ ว่ารักที่แท้เป็นเช่นไร
รักเหมือนดัง พระองค์

ใช่แล้ว ตั้งแต่จำความได้ แต่เล็กจนโต ยังไม่เคยพบรักใด ที่วิเศษเท่ากับความรักของพระเจ้า ไม่ต้องไปสรรหารักใดๆ ในโลก เพราะรักที่ดีที่สุด มาจากพระเจ้า เพราะพระเจ้าเป็นความรัก ... และเราทั้งหลายก็รอดด้วยพระคุณ ไม่ใช่การกระทำของเราเอง ทรงรักในสิ่งที่เราเป็น เข้าใจความอ่อนแอของเรา ทรงเป็นรักที่ไม่จดจำความผิด แต่เชื่อในส่วนดีของเราอยู่เสมอ ... ตลอดไป

ขอสรรเสริญพระนาม พระเยซู พระเจ้าผู้เที่ยงแท้ แต่องค์เดียว ไม่มีสิ่งใดๆ ในโลกสมควรได้รับการบูชาเท่าพระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ยิ่งใหญ่กว่าจะสถิตในปูนปั้นที่พูดไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้า ผู้อ่อนโยนและแสนดีต่อเราทุกสถานการณ์ พระองค์เป็นพระเจ้าที่พูดได้ และคอยเตือนและสอนในสิ่งดีเสมอ ... ชีวิตลูกอยู่เพื่อ สรรเสริญและยกย่องพระองค์

P.S.// ถึงเพื่อนที่ไม่เข้าใจ - ความรอด (Salvation) หมายถึง แทนที่เราต้องทำบุญ พยายามเป็นคนดี เพื่อจะได้ไปสวรรค์ หรือมีชีวิตที่ดีหลังความตายที่เราไม่รู้ พระเจ้ารู้ว่ามนุษย์ที่พยายามเป็นคนดี ก็ยังเป็นคนบาป ไม่มีแรงกำลังจะหยุดสิ่งพลาดพลั้งไปได้ ความดีไม่พอขึ้นสวรรค์ ว่างั้นเถอะ ด้วยความรักของพระองค์ จึงยอมสละพระชนม์เพื่อรับโทษบาปแห่งการกระทำของเรา ไว้ที่ไม้กางเขนแทนหมดแล้ว เพียงแต่เรายอมสารภาพบาป กลับใจจากสิ่งเลวร้ายของชีวิต และต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต ติดตามพระองค์ พระเจ้าจะให้กำลังวิเศษแก่เรา ช่วยเราทุกอย่าง และเราก็มีสิทธิ์ไปอยู่กับพระองค์ในแผ่นดินสวรรค์โดยฟรีๆ (ของฟรีนี้เรียกว่า พระคุณ - Grace) ในพระเจ้า มีคำตอบทุกอย่าง ใครยังไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร ไปสวรรค์หรือลงนรก ขอเชิญท่านเข้ามารู้จักกับพระเยซู ผู้ทรงตรัสว่าเป็นทางเดียว และช่วยแบกภาระเหน็ดเหนื่อยของเพื่อนๆ และยังบอกอีกว่า "สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงกระทำได้" พระเยซูยังทรงพระชนม์ อยากรู้ว่าจริงหรือไม่ ... ก็ต้องลอง ... เชิญมาเถิด ... พระเจ้ากำลังเรียกคุณอยู่21:07

เฮเซคียาห์

http://www.siambangkokchurch.org/
อิสยาห์ 35:1-10 – อิสยาห์ 41:1-29
วัน พุธ 09 ก.ค. 08@ 19:23:38 ICT
หัวข้อ: ภาวนาประจำวัน


1. พระเจ้าตรัสอะไรกับคุณบ้าง? 2. มีบาปอะไรที่คุณต้องสารภาพ และกลับใจใหม่?3. พระเจ้าสัญญาอะไรกับคุณบ้าง? 4. คุณต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตอะไรบ้าง?

พระธรรม คำถามเพื่อการภาวนา
อิสยาห์ 35:1-10 1.พราะพระเจ้ากำลังมาพร้อมด้วยการแก้แค้นศัตรู และมาช่วยเหลือเรา ดังนั้นให้เราเปรมปรีดิ์ ชื่นชมยินดี เบิกบาน และโห่ร้องยินดี พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งความยินดี ข้อ 1-42.พระเจ้าจะทรงรักษาคนคนตาบอด หูหนวก ขาพิการจะโลดเต้น คนใบ้จะโห่ร้องยินดี น้ำจะพุ่งในถิ่นกันดาร ทะเลทรายจะกลายเป็นสระน้ำ เราจะเห็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำท่ามกลางเรา ที่ร้างก็จะมีต้นไม้ต่างๆ งอกขึ้น พระเจ้าจะช่วยเราให้พ้นมลทินชั่ว ความบริสุทธิ์เป็นเหมือนทางหลวง ไม่มีสิ่งที่ทำร้ายเรา เพราะพระเจ้าทรงไถ่เราแล้ว เราอยากเห้นพระเจ้าช่วยไถ่คนไทยทั้งประเทศให้กลับมาหาพระเจ้า ด้วยหมายสำคัญ และการอัศจรรย์ เราทั้งหลายจะเฉลิมฉลองด้วยความยินดี ข้อ 5-10

อิสยาห์ 36:1-22 1.คำถามที่แม่ทัพของอัสซีเรียถามเฮเซคียาห์ เป็นคำถามที่ท้าทายพระเจ้า และท้าทายความเชื่อของเราต่อพระเจ้ามาก เพราะกองทัพอัสซีเรียเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่มาก อันตรายมาก โหดร้ายมาก เขาได้รับชัยชนะต่อกองทัพของประเทศมากมาย ดังนั้นหากเฮเสคียาห์ไม่เชื่อวางใจในพระเจ้าก็จะทำให้เขากลัว สงสัยพระเจ้า ขาดความเชื่อได้ แล้วท่านละเมื่อปัญหาใหญ่เข้ามาเผชิญหน้ากับ ท่านตอบสนองมันอย่างไร ข้อ 1-112.เมื่อมารมันหาข้ออ้าง และเหตุผลมากมายไม่ให้คุณเชื่อ และไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า มันดูถูกเรา และมันเอาจุดอ่อน ข้อผิดพลาดของเรามาเป็นข้ออ้างที่จะทำลายความเชื่อ และความวางใจในพระเจ้าท่านจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไร เมื่อมารมันมีข้อต่อลอง และเห็นความผิดพลาดของเรา และมันรู้ว่าเมื่อเราทำบาปต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟัง ดูถูกพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงลงโทษเราแน่ เราจะยังคงก้มหน้ารับชะตากรรม ความพ่ายแพ้ต่อมารหรือว่าเราจะทำอย่างไร หวังว่าเราจะได้รับบทเรียนที่ดีจากเฮเซคียาห์ ข้อ 12-22

อิสยาห์ 37:1-38 1.เฮเซคียาห์เป็นแบบอย่างที่ดีมาก เมื่อเขาเผชิญหน้ากับวิกฤต ปัญหาที่หนักระหว่างความเป็นและความตาย ท่าน ท่านถูกประณามหยามเหยียด และอับอายอยู่ในสภาพที่แย่สุดๆ ท่านได้ถ่อมใจลงอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยกู้พวกเขาที่เหลือคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ข้อ 1-42.การเข้าหาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า หากเราขอให้ผู้ที่พระเจ้าเจิมเราเผยพระทัยของพระเจ้าให้แก่เรา เราก็จะทราบว่าพระเจ้าจะทำอะไรกับเราในอนาคต เมือพระเจ้าตรัสแก่เฮเซคียาห์ว่าพระองค์จะบันดาลให้วิญญาณอย่างหนึ่งในตัวเซนาเคอริบ เมื่อเขาได้รับรายงานอย่างหนึ่งเขาจะยกทัพหันกลับ และพระเจ้าจะให้เขาไปตายที่ประเทศของเขา วิธีการของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าเกินความเข้าใจ ถึงแม้นศัตรูจะขู่ไม่ให้เราวางใจในพระเจ้า พึ่งพาในพระองค์ก็ตาม เราอย่าเชื่อฟังเขา ถึงแม้นมันจะอ้างผลงานแห่งความเลวร้ายของมัน เราก็อย่ากลัว เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่ ข้อ 5-133.คำอธิษฐานที่พอพระทัย เพราะเฮเซคียาห์อธิษฐานตามความจริงที่พระเจ้าทรงเป็นว่า พระองค์ทรงฟังคำดูถูกดูหมิ่นของเซนนาเคอริบ และพระของคนเหล่านั้นเป็นเพียงแต่ไม้ หินที่ทำขึ้นด้วยมือมนุษย์ เพื่อจะให้คนทั้งโลกรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าขอทรงช่วยกู้เราทั้งหลายด้วย พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน ข้อ 14-204.แล้วพระเจ้าตรัสผ่านผ้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่าจะทำลายเซนนาเคอริบ เพราเขาได้พูดจาดูถูกพระเจ้า และกำลังพลของเขา วันรุ่งขึ้นพระเจ้าประหารทหารของเขา 185,000 คน เมื่อเขายกทัพกลับไปยังประเทศของเขาลูกชายเขาก็ฆ่าเขาตาย เราเห็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้วใช่ไหม ไม่มีอะไรยาก เอเมน ข้อ 21-38

อิสยาห์ 38:1-22 1.เมื่อเฮเซคียาห์ใกล้จะตาย ท่านได้อธิษฐานขอพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ตอบคำอธิษฐานที่จะต่ออายุของท่านอีก 15 ปี เพื่อจะได้จัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อย ทุกสิ่งอยู่ในพระองค์แต่เพียงผู้เดียว สิทธิอำนาจทั้งสิ้นเป็นของพระองค์ พระเจ้ายิ่งใหญ่ ทั้งความเป็น ความตาย ชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ล้มสลาย พระเจ้าของเราทรงเป็นทุกสิ่ง ให้เราเชื่อพระองค์ มอบชีวิตของเราให้แก่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้อ 1-82.เมื่อเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงกระทำได้ทุกสิ่ง และทุกสิ่งทุกอย่างมากจากพระองค์ พระองค์ทรงบันดาลได้ทุกสิ่ง ให้เราทูลร้องขอ อธิษฐานเข้ามาร้องทูลขอจากพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพ่อของเรา เฮเซคียาห์เขาได้ร้องทูลต่อพระเจ้า นำปัญหา และความต้องการมาร้องขอต่อพระองค์ ด้วยความเชื่อ วางใจอย่างสุดชีวิตของเรา เราอย่าพึ่งมนุษย์อย่างเดียว เราอย่าพยายามแก้ไขด้วยวิธีของเรา เพราะมันไม่สามารถแก้ไขได้ หากพระเจ้าจะทรงทำให้มันเป็นไป เราต้องมาพึ่ง ขอความเมตตากรุณาจากพระเจ้าเท่านั้น พระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ทุกสิ่งได้ ข้อ 5-163.สิ่งหนึ่งที่สำคัญเมื่อพระเจ้ายังทรงให้เรามีชีวิตอยู่ให้เรามีชีวิตเพื่ออยากจะสรรเสริญ นมัสการพระองค์ ร้องเพลงถวายแด่พระเจ้า ยกย่องพระนามของพระเจ้าสูงสุด เพราะเมื่อความตายมาถึงเรา ร่างกายนี้ไม่สามารถร้องเพลง เต้นโลดสรรเสริญพระเจ้าได้อีก เพราะร่างกายนี้ต้องฝั่งหรือเผาไปเสีย แต่พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่สมควรที่เราจะสรรเสริญพระเจ้าอย่างสิ้นสุดจิต สุใจของเรา แล้วเวลานมัสการสรรเสริญพระเจ้า ท่านมีท่าทีเต็มใจสรรเสริญ นมัสการพระเจ้าหรือเปล่า ตระหนักว่าการนมัสการสรรเสริญสำคัญมากไหมในชีวิตของท่าน ข้อ 17-22

อิสยาห์ 39:1-8 1.พี่น้องที่รักเราอย่าโอ้อวดในพระพรที่พระเจ้าประทานให้กับเรา เพราะเมื่อเราโอ้อวด เราก็จะทำให้พระเจ้าเสียพระทัย เฮเซคียาห์ท่านได้ทำผิดพลาด เพราะท่านมีจิตใจที่โอ้อวด เพราะเราต้องยกย่อพระเจ้า ทุกสิ่งที่เรามีเราได้มาเพราะพระองค์ ไม่ได้มาเพราะความเก่งกล้าสามารถของเราเอง ดังนั้นการโอ้อวดในพระพร ความรู้ ความสามารถนั้นจะนำมาซึ่งหายนะของชีวิต ท่านชอบอวดในสิ่งที่ท่านมีหรือเปล่า หรือท่านถวายเกียรติแด่พระเจ้าทุกอย่าง ข้อ 1-42.เฮเซคียาห์เมื่อทราบถึงหายนะ และการทำลายล้าง ความพินาศจะมาถึงลูกหลาน เขาควรจะมีท่าทีที่จะขอการยกโทษ และการอภัยจากพระเจ้า กับสิ่งที่เขาได้กระทำผิดพลาดต่อพระเจ้า เพราะความอวดเก่ง อวดรวยของเขา แทนที่เขาจะถ่อมตัวเอง และสารภาพต่อพระเจ้าเผื่อลูกหลานจะได้รับความเมตตา ความปลอดภัย เขากลับเห็นด้วยกับคำเผยพระวจนะเท่านั้น พี่น้องที่รัก เมื่อเราได้รับคำเผยพระวจนะจากพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเตือนเราให้เรานำทุกสิ่งมาร้องทูลขอการยกโทษ และขอพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นสิ่งดี อย่ามีใจมืดบอดด้วยความหยิ่งยโส และการอวดเก่ง อวดในความสามารถของเรา เพระมันจะทำให้เราพินาศไปได้ในที่สุด เราต้องรักษาลูกหลานของเราไว้ในพระเจ้า ข้อ 5-8

อิสยาห์ 40:1-31 1.เมื่อถ้อยคำของพระเจ้ามายังเรา พระองค์มีพระประสงค์สำคัญให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในทางของพระองค์ พระคำตอนนี้กำลังกล่าวพยากรณ์ถึงองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จมา พระองค์จะทรงปราบทุกสิ่งที่ไม่ได้ ที่ไม่ราบเรียบให้ราบเรียบ ทำลายการงานของมารซาตาน พระเยซูคริสต์เจ้าช่วยพวกเราด้วย ช่วยประเทศไทยด้วยพระองค์เจ้าข้า เพราะมนุษย์เราเป็นเพียงต้นหญ้าเท่านั้น ข้อ 1-82.ข่าวดีที่เราควรประกาศคือพระเจ้าของเราทรงมีฤทธิ์อำนาจสูงสุด ที่ช่วยเรา อุ้มเราไว้ดังผู้เลี้ยงแกะ มนุษย์ทุกคนพระองค์ทรงรักเขา พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่ง เป็นที่ปรึกษาขงเรา ช่วยเหลือเราจากมารร้าย สำหรับมนุษย์เราเป็นเหมือนศูนย์ เมื่อเทียบกับพระเจ้า และเราไม่สามารถเอาพระเจ้าของเราไปเปรียบเทียบกับรูปเคารพได้เลย พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่สูงสุด ข้อ 9-203.พระเจ้าของเราทรงสร้างทุกสิ่ง เป็นองค์บริสุทธิ์สูงส่ง ผู้สร้างแผ่นดินโลก ฟ้าสวรรค์ด้วยฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งมาจากพระเจ้า ดังนั้นให้เรารอคอยพระเจ้า เราจะชัยชนะทุกสิ่ง ข้อ 20-31

อิสยาห์ 41:1-29 1.พระเจ้าใช้ผู้ใดผู้นั้นก็จะได้ชัยชนะ มีความสามารถที่จะทำให้สำเร็จได้ เพราะพระองค์ทรงอยู่กับเขา พระเจ้าทรงเป็นปฐมและอวสาน พระองค์จะทรงทำลายรูปเคารพทั้งสิ้น มันจะล้มค่ำลง แต่อิสราเอลและผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้จากทั่วโลกจะไม่ล้มลง และพระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา อย่ากลัว อย่าท้อแท้ พระเจ้าจะให้เราเข้มแข็ง และจะช่วยเรา ข้อ 1-102.พระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา เราจะชนะมารร้าย ความชั่วร้ายทุกสิ่ง พระเจ้าทรงทำผ่านเรา เมื่อเราล้มลงพระองค์จะช่วยเราให้ลุกขึ้นใหม่ได้ แต่รูปเคารพช่วยเราไม่ได้ มันไร้ค่า ไม่สามารถให้คำปรึกษา ช่วยเราไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงช่วยเราได้ ประทานความสุข ชัยชนะให้แก่เราอย่างแน่นอน เราจะยั่งยืนตลอดไป ข้อ 11-29

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตและวันเวลาของซามูเอล ซาอูล ดาวิด


บทที่ 9: ซาอูล โยนาธาน และชาวฟิลิสเตีย
(1 ซามูเอล 13:15 —14:15)

คำนำ
ผมและเพื่อนเคยถ่ายรูปเอาไว้ตอนไปเที่ยวตกปลากันเมื่อปีที่แล้ว ดูทีไรทำให้นึกถึง การเดินทางและความทรงจำที่สวยงาม รูปที่ถ่ายนั้นเป็นการถ่ายลงมาจากที่สูง มีเพื่อน ที่ชื่อบาร์ท จอห์นสัน ยืนอยู่บนยอดเขา สิ่งแรกที่เห็นคือปลายหัวรองเท้าบูทของบาร์ท — และมองดิ่งลงไปตามความสูงของหน้าผา — ไปยังทะเลสาบเบื้องล่าง ผมไม่ได้ปีน ลงไปกับบาร์ทและแรนดัลน้องชายของเขา แต่ปีนขึ้นไปบนยอดเขาด้วย — ตอนถ่ายรูป ผมยืนอยู่ใต้ต้นไม้ห่างจากหน้าผาไปพอสมควร — จากยอดเขาลงไปที่ทะเลสาบคงระยะ ประมาณ 20-25 ฟิต ผมลองหย่อนสายเบ็ดลงไป และมองเห็นปลาเทร้าท์ว่ายมาดูๆ บางตัวก็ตอดเบ็ดบ้าง — ผมลองพยายามเหวี่ยงเหยื่อไปล่อใกล้ๆปลา — โดยยืนจากจุด ใต้ต้นไม้นั้นแหละ

บาร์ทและแรนดัลเพื่อนผมเป็นพวกชอบทำในสิ่งที่ยากและเสี่ยง พวกเขาไปสอบถามเจ้า หน้าที่ประจำอุทยานถึงสถานที่ตกปลาพิเศษแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตอบว่า "โอ ผมคงไม่ พยายามไปตกปลาที่ทะเลสาปนั้นแน่ๆ มันอยู่ไกลเกินไป แถมยังต้องปีนขึ้นเขาไปประ มาณ 2.000ฟิต แล้วยังต้องปีนลงไปอีกด้านอีก 2.000ฟิต เพื่อจะลงไปให้ถึงที่ทะเล สาบ" คำพูดแค่นี้ก็เพียงพอให้ทั้งบาร์ทและแรนดัลเก็บข้าวของแล้วรีบไปในทันที พวก เขาเล่าว่าที่นั่นปลาชุมมาก แทบจะตกได้ทุกครั้งที่หย่อนเบ็ดลงไป ผมว่าน่าจะเป็นจริง แต่ผมเห็นรูปที่พวกเขาถ่ายจากบนยอดเขา และหน้าผาที่ไต่ลงไปแล้ว แถมยังต้องไต่ กลับขึ้นมาอีก ผมไม่รู้สึกเสียดายหรอกครับที่ต้องนั่งตกอยู่ในที่เดิมๆที่ผมเคยมานั่งตก ทุกที มันอยู่เหนือระดับน้ำเพียงนิดเดียวเอง

พอได้อ่านเรื่องราวของโยนาธานและคำพูดหาเสียงชักชวนให้ไปสู้รบกับฟิลิสเตียแล้ว ทำให้ผมนึกถึงรูปของบาร์ทและแรนดัลที่อยู่เหนือหน้าผาขึ้นมาทันที เหมือนกับผมที่ ตัดสินใจนั่งตกปลาอยู่ในที่ปลอดภัยใต้ต้นไม้ ซาอูลเองก็ทำเช่นเดียวกัน คือเลือกที่จะ นั่งสงบๆอยู่ใต้ต้นไม้ดีกว่า ในขณะที่โยนาธานและคนถือเครื่องอาวุธพยายามไต่ลงไป ยังหน้าผาที่ลาดชัน เพื่อไปรบกับกองกำลังของฟิลิสเตีย ไม่ว่าการไต่จะยากลำบาก หรือการที่ฟิลิสเตียยังมีใจเอื้อเฟื้ออยู่บ้าง ไม่สามารถยับยั้งโยนาธานให้หยุดการโจมตี เหล่าศัตรูของอิสราเอลได้ ยังมีเรื่องอีกมากมายนอกหเนือจากการเสี่ยงภัยไต่หน้าผา เราจะมาพิจารณาดูเนื้อหาในตอนนี้อย่างละเอียด เราจะเรียนรู้จักทั้งซาอูลและโยนาธาน มากขึ้นไปอีก — และเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระเจ้า

ทบทวน
อิสราเอลต้องการกษัตริย์และพระเจ้าก็อนุญาติให้ตามที่ขอ (1 ซามูเอล 8) เหตุการณ์ก็ ดำเนินต่อเนื่องมา จนพระเจ้าแต่งตั้งซาอูลให้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล (บทที่ 9 และ 10) เมื่อนาหาชคนอัมโมนมาข่มขู่ชาวเมืองยาเบชกิเลอาด ซาอูลที่มีพระวิญญาณ สถิตอยู่ ได้ฆ่าวัวและฟันออกเป็นท่อนๆส่งไปทั่วดินแดน บังคับแกมขู่ว่า ถ้าผู้ใดไม่ออก มาช่วยพี่น้อง วัวของเขาก็จะถูกกระทำในแบบเดียวกัน ผลจากการนี้มีคนอาสามาต่อสู้ กับคนอัมโมนถึง 330,000 คน ทำให้อิสราเอลมีชัยชนะเป็นอย่างมาก (บทที่ 11) ฝ่ายซามูเอลได้ตักเตือนชาวอิสราเอลอย่าให้มองกษัตริย์องค์ใหม่นี้ในแง่ดีจนเกินไป ท่านเตือนพวกเขาว่าพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่มนุษย์ ที่เป็นผู้ช่วยกู้คนอิสราเอลตลอดเวลา ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ถ้าอิสราเอลกบฎต่อพระเจ้า ไม่ยอมวางใจและเชื่อฟังพระองค์ พวกเขาทั้งหมดรวมทั้งกษัตริย์ด้วยจะถูกมอบไว้ในมือของศัตรูต่างชาติ แต่ถ้าอิสราเอล มีความยำเกรงในพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงไว้ชีวิตทั้งกษัตริย์และประชากร (บทที่ 12)

ต่อมาในบทที่ 13 สถาณการณ์ของซาอูลและอิสราเอลดูจะตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว การที่ โยนาธานบุกไปโจมตีกองกำลังของฟิลิสเตียนั้น สร้างความโกรธแค้นอย่างใหญ่หลวง ให้กับชาวฟิลิสเตีย พวกเขายกกองทัพมหึมา มาเพื่อหวังจะบดขยี้อิสราเอลให้ราบคาบ เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างตกต่ำลงทุกที ซาอูลต้องเรียกให้ประชาชนกลับมาร่วมรบอีก ครั้ง ทั้งๆที่พวกเขาพึ่งกลับไปได้ไม่นาน มีคนอาสามาน้อยมาก เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว และเมื่อพวกเขามาเห็นความมหึมาของกองทัพฟิลิสเตีย พวกเขาก็แตกหนีกระจัดกระ จายไป เมื่อซามูเอลมาถึง ก็เกือบหมดเวลานัดหมาย ซาอูลไม่มีความอดทนรอคอย ท่านเข้าไปจัดการเผาเครื่องถวายบูชาและถวายศานติบูชาแทนซามูเอลเอง ซามูเอล มาถึงเมื่อพิธีเสร็จสิ้นลงแล้ว ท่านไม่ยอมรับคำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักของซาอูล ท่านดุว่า ซาอูลว่าได้ทำการอันโง่เขลา และประกาศว่าเพราะการขัดคำสั่งของซาอูล ราชวงศ์ของ ท่านจะจบสิ้นลง พระเจ้าได้ทรงกำหนดเลือกผู้ที่จะมาแทนท่านแล้ว เป็นผู้ที่ยอมทำ ตามน้ำพระทัยของพระองค์เป็นที่สุด (13:1-14).

ปฏิบัติการเหนือชั้น
(13:15-23)
15 และซามูเอลก็ลุกขึ้นไปจากกิลกาลถึงกิเบอาห์แห่งเผ่า เบนยามิน และซาอูลทรงนับพลซึ่งอยู่กับพระองค์ได้ประ มาณหกร้อยคน 16 ซาอูลกับโยนาธานราชโอรสของพระองค์ และพลที่อยู่กับพระองค์ก็อยู่ในเกบาแห่งเผ่าเบนยามิน แต่ คนฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่ที่มิคมาช 17 มีกองปล้นออกมาจาก ค่ายคนฟีลิสเตียสามกอง กองหนึ่งหันตรงไปยังโอฟราห์ยัง แผ่นดินชูอัล 18 อีกกองหนึ่งหันตรงไปยังเบธโฮโรนและอีก กองหนึ่งหันตรงไปยังพรมแดนซึ่งอยู่เหนือหุบเขาเศโบอิม ตรงถิ่นทุรกันดาร 19 คราวนั้นจะหาช่างเหล็กทั่วแผ่นดิน อิสราเอลก็ไม่มี เพราะคนฟีลิสเตียกล่าวว่า "เกรงว่าพวก ฮีบรูจะทำดาบหรือหอกใช้เอง" 20 แต่คนอิสราเอลทุกคน ไปยังฟีลิสเตียเพื่อลับผาล ขวานและจอบของเขา 21 ค่าลับ นั้นพิมหนึ่งสำหรับลับจอบ ผาล สามง่าม ขวานและติดประตัก 22 เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันทำศึกจะหาดาบหรือหอกในมือของ พลที่อยู่กับซาอูลและโยนาธานก็ไม่ได้ แต่ซาอูลกับโยนาธาน ราชโอรสของพระองค์มี 23 และกองทหารรักษาการของคน ฟีลิสเตียยกไปถึงทางที่ข้ามไปเมืองมิคมาช

เรามาเริ่มจากตรงที่ซามูเอลละซาอูลไว้ที่กิลกาลและกลับไปยังกิเบอาห์ โดยไม่มีการ "สั่งว่าท่านควรจะกระทำอะไร" (10:8) ซามูเอลไม่ได้แนะสิ่งใดให้ซาอูลเลยว่าควรจัด การอย่างไรกับกองทัพมหึมาของฟิลิสเตียที่ยกมาเพราะความแค้นที่กองกำลังของพวก เขาถูกโยนาธานบุกไปโจมตีที่เกบา (13:3; ดู 10:5 ด้วย) ในการเตรียมรบ ซาอูลนับ กำลังพลได้เพียง 600 เท่านั้นที่ติดตามท่านอยู่ ด้วยกองกำลังนับหมื่นนับพันของ ฟิลิสเตีย ดูเหมือนอิสราเอลและกษัตริย์องค์ใหม่ตกเป็นรองอย่างชนิดไม่ต้องพนันเลย

เราอาจนึกถึงภาพกองทัพฟิลิสเตียยืนอยู่ฟากหนึ่งที่มิคมาช และกองกำลังของอิสราเอล ภายใต้การนำของซาอูลและโยนาธานอยู่อีกฟากหนึ่งที่เกบา (13:16) แต่รู้สึกจะไม่เป็น เช่นนั้น ในขณะที่กองกำลังส่วนใหญ่ของฟิลิสเตียยืนหยัดอยู่ที่มิคมาช มีการส่ง "กอง ปล้น" สามกองออกจากฟิลิสเตีย (13:17; 14:15) กองหนึ่งบ่ายหน้าไปทางเหนือไปยัง โอฟราห์ กองหนึ่งไปทางตะวันตกที่เบธโฮโรน และกองที่สามไปทางตะวันออกสู่ถิ่น ทุรกันดาร (พวกอิสราเอลอยู่ทางตอนใต้ ) กองปล้น หรือพวกเข้าทำลายนี้นับเป็น "กองกำลังพิเศษ" ที่มีหน้าที่ต้อง ฆ่า เผาทำลาย ซึ่งหมายถึงทำลายชีวิต สัตว์เลี้ยง บ้านเรือนไร่นา ถ้าปล่อยให้พวกนี้ยิ่งปล้นฆ่านานเท่าใด ยิ่งนำมาซึ่งสถานการณ์ที่เลว ร้ายยิ่งของอิสราเอล ถ้าอิสราเอลไม่สามารถเอาชนะฟิลิสเตียและขับไล่พวกเขาไปให้ พ้นได้ อิสราเอลกำลังมุ่งหน้าสู่ความพินาศ

ด้วยกองกำลังที่มากมายกว่าเช่นนี้ ชาวอิสราเอลหวาดกลัวหลบหนีกันอย่างลนลาน ซาอูลกระทำการโง่เขลาโดยการเผาเครื่องถวายบูชาด้วยตนเองและถูกซามูเอลดุว่า กองปล้นฟิลิสเตียกำลังเข้ามาฆ่าล้างทำลายในแผ่นดิน ทิ้งไว้แต่ความพินาศเมื่อจากไป เมื่อเปรียบเทียบกับฟิลิสเตียแล้ว กองกำลังของอิสราเอลดูจะกระจ้อยร่อยและขาด แคลนอาวุธทีจะใช้ในการรบ เพราะยุคเหล็กได้เข้ามาถึงฟิลิสเตีแแล้ว ด้วยเทคโนโลยี ต่างๆ ทำให้พวกฟิลิสเตีย มีดาบเหล็ก หอกเหล็ก และล้อรถม้าทำด้วยเหล็กใช้ พวกชาว นามีเครื่องมืออย่างดีใช้ทำนา แต่ชาวอิสราเอลไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ จากฟิลิสเตีย ชาวฟิลิสเตียขายเครื่องมือทำไร่ให้กับชาวอิสราเอล แต่ไม่ขายอาวุธให้ ซ้ำยังไม่อนุญาติให้ทำ หรือมีอาวุธในครอบครอง46 http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ อีกด้วย สิ่งนี้ทำให้อิสราเอลเหมือน หมาจนตรอก (ขอโทษที่ต้องใช้สำนวนนี้) ผู้เขียนบอกเราว่ามีเพียงซาอูลและโยนาธาน เท่านั้นที่มีอาวุธ (13:22) อิสราเอลกำลังตกที่นั่งลำบาก

ถ้าพูดกันในแง่เกษตรกรรม ชาวอิสราเอลต้องพึ่งพิงชาวฟิลิสเตียทุกประการ อิสราเอล ต้องซื้อเครื่องมือทำไร่จากฟิลิสเตีย แถมยังต้องไปจ่ายค่าลับเครื่องมือเหล่านั้นให้กับ ฟิลิสเตียอีก ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของอิสราเอลยิ่งตอกย้ำถึงการเป็นเมือง ขึ้นตลอดเวลา ถ้าพูดกันในแง่การทหาร อิสราเอลแทบไม่มีหวังเลย ฟิลิสเตียมีกองทัพ ที่ใหญ่และเพียบพร้อมไปด้วยอาวุธ ยังมีกองปล้นที่ออกปฏิบัติการทำลายล้างไปทั่วดิน แดน อิสราเอลมีเพียงกองทหารเล็กๆที่ตื่นตระหนก มีหลายคนหนีกระจัดกระจายไป แถมมีบางคนไปเข้าพวกกับฟิลิสเตียด้วย (ดู 14:21) กษัตริย์อิสราเอลพยายามดิ้นรน จนถึงที่สุด ถึงจะมีเทคโลโนยีที่ต่ำกว่าชนิดเทียบกันไม่ติด อิสราเอลกำลังตกอยู่ใน ฐานะเดินหน้าก็ตาย ถอยไปก็ตาย

ผมกำลังนึกถึง "สงครามหกวัน" ระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในเดือนมิถุนา ยน คศ. 1967 ที่ผมจำได้เพราะเป็นตอนที่ผมและภรรยากำลังจะเดินทางไปเมืองดัลลัส เท็กซัส เพื่อไปร่วมงานที่วิืทยาลัยพระคริสตธรรม เรากำลังนึกสงสัยว่าพระเจ้ากำลังจะ เสด็จกลับมาหรือเปล่า เราได้ฟังจากข่าวว่าอิสราเอลนั้นขาดกำลัง ขาดอาวุธ และค่อน ข้างจะอ่อนแอ เราไปคาดผิดว่าอิสราเอลไม่มีทางจะชนะได้ แต่พวกเขาก็ชนะได้ใน เวลาอันแสสนสั้น ผมเชื่อว่าเป็นการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีให้กับประชากรของพระ องค์

ความเขลาของซาอูล และความเชื่อของโยนาธาน
(14:1-15)
1 วันหนึ่งโยนาธานบุตรของซาอูลกล่าวกับคนหนุ่มที่ถือเครื่องอาวุธของ ท่านว่า "มาเถิดให้เราข้ามไปยังค่ายฟีลิสเตียข้างโน้น" แต่หาได้ทูลพระ บิดาของตนให้ทราบไม่ 2 ซาอูลทรงพักอยู่ที่ชานเมืองกิเบอาห์ใต้ต้นทับ ทิม ซึ่งอยู่ที่ตำบลมิโกรน พลซึ่งอยู่ด้วยมีประมาณหกร้อยคน 3 กับอาหิ ยาห์ บุตรอาหิทูบพี่ชายของอีคาโบด บุตรของฟีเนหัสผู้เป็นบุตรของเอลี ปุโรหิตแห่งพระเจ้าที่เมืองชิโลห์ เขาถือเอโฟดไป และพวกพลไม่ทราบ ว่าโยนาธานไปแล้ว 4 ตามทางข้ามเขาที่โยนาธานหาช่อง ที่จะข้ามไป ยังค่ายของฟีลิสเตียนั้น มียอดหินแหลมอยู่ฟากทางข้างนี้ และฟากทาง ข้างโน้นยอดหนึ่งมีชื่อว่าโบเซส อีกยอดหนึ่งชื่อเสเนห์ 5 หินแหลมยอด หนึ่งโผล่ขึ้นข้างเหนือหน้ามิคมา และอีกยอดหนึ่งโผล่ขึ้นข้างใต้หน้าเก บา 6 โยนาธานกล่าวกับคนหนุ่มที่ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า "มาเถิด ให้เราข้ามไปยังกองทหารรักษาการของคนเหล่านั้นที่มิได้เข้าสุหนัต บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวาง พระเจ้า ได้ในการที่พระองค์จะทรงช่วยกู้ ไม่ว่าโดยคนมากหรือน้อย" 7 ผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านจึงตอบท่านว่า "จงกระทำทุกสิ่งที่จิตใจ ของท่านอยากกระทำ หันไปเถิด นี่แน่ะข้าพเจ้าอยู่กับท่าน ตามแต่ จิตใจของท่านจะว่าอย่างไร" 8 แล้วโยนาธานกล่าวว่า "ดูเถิดเราจะ ข้ามไปหาคนเหล่านั้น และจะสำแดงตัวของเราให้เขาเห็น 9 ถ้าเขา จะกล่าวแก่เราว่า 'จงคอยอยู่จนกว่าเราจะมาหาเจ้า' แล้วเราจะยืนนิ่ง อยู่ในที่ของเรา และเราจะไม่ไปหาเขา 10 แต่ถ้าเขาว่า 'จงขึ้นมาหา เราเถิด' แล้วเราจึงจะขึ้นไปเพราะพระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือเรา แล้วจะให้เรื่องนี้เป็นสัญญาณแก่เรา" 11 ทั้งสองจึงสำแดงตัวให้กอง ทหารรักษาการคนฟีลิสเตียเห็น และคนฟีลิสเตียกล่าวว่า "ดูซิ พวก ฮีบรูออกมาจากรูที่ซ่อนตัวอยู่แล้ว" 12 และคนที่กองทหารรักษาการ จึงร้องบอกโยนาธานและผู้ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า "จงขึ้นมาหา เราจะแจ้งให้เจ้าทราบสักเรื่องหนึ่ง" และโยนาธานบอกผู้ถือเครื่อง อาวุธของท่านว่า "จงตามข้ามา เพราะพระเจ้าได้ทรงมอบเขาไว้ในมือ อิสราเอลแล้ว" 13 แล้วโยนาธานก็คลานขึ้นไปและผู้ถือเครื่องอาวุธ ของท่านก็ตามไปด้วย คนเหล่านั้นก็ล้มตายหน้าโยนาธาน และผู้ถือ อาวุธก็ฆ่าเขาทั้งหลายตามท่านไป 14 การฆ่าฟันครั้งแรก ที่โยนาธาน และผู้ถืออาวุธของท่านได้กระทำนั้นมีประมาณยี่สิบคน อย่างในระยะ ทางครึ่งรอยไถในนาสักสองไร่ 15 และบังเกิดการสั่นสะท้านในค่าย ในทุ่งนา และในหมู่ประชาชน กองทหารนั้นและถึงกองปล้นก็ตกใจตัว สั่นแผ่นดินได้ไหว กระทำให้เกิดการสั่นสะท้านมากยิ่งนัก

ตอนที่ผมเรียนอยู่ในชั้นของ ดร.บรูซ วอลท์กี้ที่วิทยาลัยพระคริสตธรรม ท่านนำยาโคบ และอิสอัคมาเปรียบเทียบกัน ท่านอธิบายถึงยาโคบว่า "ถ้าอิสอัคเป็นรอยรั่วเล็กๆ ยา โคบก็เป็นรอยระเิบิด !" ผมต้องยอมรับว่ายิ่งอ่านเรื่องของซาอูลมากเท่าใด ผมยิ่งชอบ ท่านน้อยลงเท่านั้น ให้เรามาทบทวนสิ่งที่มีการบันทึไว้เกี่ยวกับท่าน ในบทที่ 8 ประ ชาชนเรียกร้องขอกษัตริย์ ในบทที่ 9 และ 10 ซาอูลได้รับการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ ของอิสราเอล ต่อมาซาอูลสามารถทำหน้าที่ได้เพราะพระวิญญาณสถิตกับท่าน ผมสน ใจเรื่องการสถิตอยู่ของพระวิญญาณเป็นพิเศษ พระเจ้าตรัสผ่านซามูเอลถึงเรื่องนี้ว่า :

5 "ต่อจากนั้นท่านจะมาถึงกิเบอัทเอโลฮิม ที่นั่นมีกอง ทหารรักษาการของคนฟีลิสเตีย เมื่อท่านมาถึงเมืองนั้น ท่านจะพบผู้เผยพระวจนะหมู่หนึ่งกำลังลงมาจาก ปูชนีย สถานสูงถือพิณใหญ่ รำมะนา ปี่ พิณเขาคู่ นำหน้ามา กำลังเผยพระวจนะเรื่อยมา 6 แล้วพระวิญญาณของพระเจ้า จะมาสถิตกับท่านอย่างมาก และท่านจะเผยพระวจนะกับ คนเหล่านั้น เปลี่ยนเป็นคนละคน 7 เมื่อหมายสำคัญเหล่านี้ เกิดแก่ท่านแล้วจงกระทำอะไรตามแต่มีโอกาสเถิด เพราะ พระเจ้าทรงสถิตกับท่าน 8 และท่านจงลงไปที่กิลกาลก่อน ฉัน และดูเถิด ฉันจะลงมาหาท่านเพื่อจะถวายเครื่องเผาบูชา และถวายสัตว์เป็นเครื่องศานติบูชา ท่านจงคอยอยู่ที่นั่นเจ็ด วันจน ฉันมาหาท่านและสำแดงแก่ท่านว่า ท่านควรจะกระทำ อะไร" 9 เมื่อซาอูลหันหลังไปจะจากซามูเอล พระเจ้าทรง ประทานจิตใจอีกอย่างหนึ่งแก่ท่าน และหมายสำคัญเหล่านี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันนั้น 10 เมื่อเขาทั้งสองมาถึงกิเบอาห์ ดู เถิดผู้เผยพระวจนะหมู่หนึ่งพบกับท่าน และพระวิญญาณของ พระเจ้าสิงสถิตกับท่านอย่างมาก และท่านก็เผยพระวจนะอยู่ ในหมู่พวกเขา
(1 ซามูเอล 10:5-10)

หมายสำคัญสองประการแรกเฉพาะสำหรับซาอูลเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าคำพูดของซามู เอลนั้นมาจากพระเจ้า การที่พระวิญญาณมาสถิตเหนือซาอูล เป็นหมายสำคัญให้กับ ซาอูลเองและกับประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ด้วย (10:11-12) คำพูดของซามูเอล ตามที่บันทึกอยู่ในข้อ 7 เป็นการเจาะจงมาก เมื่อหมายสำคัญต่างๆได้เกิดขึ้นแล้ว ซามู เอลสั่งซาอูลให้ท่าน "จงกระทำอะไรตามแต่มีโอกาสเถิด" เพื่อให้มั่นใจว่าพระเจ้าจะ สถิตอยู่ด้วยในทุกสิ่งที่ท่านกระทำ ในข้อที่ 8 ซามูเอลสั่งอย่างเจาะจงให้ซาอูลไปที่ กิลกาลและคอยท่านอยู่ที่นั่นเจ็ดวัน หลังจากที่ท่านไปทำการเผาเครื่องบูชา และถวาย ศานติบูชาแล้ว ท่านจะ "สำแดงว่าควรทำอะไร" เหตุใดเวลาเพียงแค่สองปี พระ วิญญาณจึงพรากไปจากซาอูล และไปจากท่านที่กิลกาล ? เหตุใดจึงไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการกระทำตามแต่จะเห็นชอบในระหว่างช่วงสองปีก่อนที่จะไปกิลกาลนั้นเลย ?

เรารู้ว่าซาอูลเรียกชุมนุมคนอิสราเอลให้มาทำสงครามกับพวกอัมโมน เพื่อป้องกันเมือง ยาเบชกิเลอาดให้กับพี่น้องร่วมชาติ (บทที่ 11) ขณะที่อ่านตอนนี้ ผมคิดว่าซาอูลไม่ได้ ตัดสินใจทำการเอง แต่เป็นการทำงานของพระวิญญาณ— ซาอูลไม่ได้กระทำมากเท่า กับที่พระวิญญาณทรงทำ และที่สุดแล้ว ซาอูลแทบจะไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มในการออกไปต่อ สู้กับคนอัมโมน ; แต่เป็นพระวิญญาณของพระเจ้าต่างหากที่ทรงทำ

ในครั้งอดีต พระเจ้าทรงแต่งตั้งผู้วินิจฉัยให้มาช่วยกู้อิสราเอลออกจากเงื้อมมือของศัตรู :

10 " และเขาทั้งหลายร้องทูลต่อพระเจ้าว่า 'ข้าพระองค์ ทั้งหลายได้กระทำบาปแล้ว เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้ละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติ บรรดาพระบาอัลและพระอัช ทาโรททั้งหลาย แต่บัดนี้ขอพระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ ทั้งหลายให้พ้นมือศัตรูของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ทั้ง หลายจะปรนนิบัติพระองค์' 11 และพระเจ้าทรงใช้เยรุบบาอัล และเบดาน และเยฟธาห์ และซามูเอล และช่วยกู้ท่านทั้งหลาย ออกจากมือศัตรูทุกด้านและท่านทั้งหลายอาศัยอยู่อย่างปลอด ภัย"
(1 ซามูเอล 12:10-11)

เราเห็นชัดว่าชาวอิสราเอลต้องการ (หรือสั่ง) ให้มีกษัตริย์เพื่อมานำในสงคราม (ดู 8: 19-20) ฉบับเซพทัวเจ็นท์ (Septuagint - การแปลพระคัมภีร์เดิมจากภาษาฮีบรูไปเป็น ภาษากรีก) ในบทที่ 10 ข้อ 1 พระคัมภีร์ฉบับ New King James มีการบอกไว้ในส่วนที่ เพิ่มเติมในข้อ 1 เป็นหมายเหตุว่า :

LXX, Vg. เพิ่ม - และท่านจะช่วยกู้ประชากรของ พระองค์จากเงื้อมมือของบรรดาศัตรูรอบด้าน และ นี่เป็นหมายสำคัญต่อท่านว่าพระเจ้าทรงเจิมตั้งท่าน ให้เป็นผู้ครอบครอง

ต่อมาในบทที่ 14 การปกครองของซาอูลสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้ :

47 เมื่อซาอูลได้รับตำแหน่งพระราชาเหนืออิสราเอลนั้น พระองค์ได้ทรงต่อสู้ศัตรูทุกด้าน ต่อสู้กับโมอับ กับชน อัมโมน กับเอโดม กับบรรดาพระราชาแห่งโศบาห์ และกับคนฟีลิสเตีย ไม่ว่าพระองค์จะหันไปทางไหน พระองค์ก็ทรงกระทำให้เขาพ่ายแพ้ไป 48 พระองค์ทรง สู้รบอย่างเข้มแข็ง และทรงโจมตีพวกอามาเลขและทรง ช่วยกู้คนอิสราเอลให้พ้นจากมือของบรรดาผู้ที่เข้าปล้นเขา
(1 ซามูเอล 14:47-48).

ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง คนอิสราเอลอยากมีกษัตริย์เพื่อที่จะมาช่วยพวกเขาให้พ้นจากเงื้อม มือของบรรดาศัตรูรอบด้าน เช่นเดียวกับที่พวกผู้วินิจฉัยได้ทำมาในอดีต พระเจ้าทรง มอบซาอูลให้เป็นกษัตริย์ของพวกเขา เป็นผู้ที่มาช่วยกู้ให้พ้นจากบรรดาศัตรู ถ้าทั้ง ซาอูลและคนในชาติวางใจและเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ พระวิญญาณทรงสถิต อยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่ได้สถิตกับแซมสันและผู้วินิจฉัยท่านอื่นๆ เพื่อให้ท่านเหล่านี้มี ความสามารถในการนำชัยมาสู่อิสราเอลได้ และเมื่อพระวิญญาณมาสถิตอยู่ด้วยแล้ว ซามูเอลสั่งให้ท่านทำตามที่เห็นสมควร โดยวางใจว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยในการช่วยกู้ อิสราเอลจากศัตรู

ดูเหมือนซาอูลไม่ได้เป็นคนฝ่ายวิญญาณ ถึงแม้ลุงของท่านจะรู้จักซามูเอล (10:14-16) และคนใช้ก็รู้จักด้วย (10:5-10) แต่ซาอูลไม่รู้จัก แถมอยู่ในช่วงเวลาที่พระวจนะ ของพระเจ้ามีมาแต่น้อย (3:1) การเดินสายของซามูเอล (8:16-17) ที่ๆอยู่ไกลที่สุด สำหรับท่านไม่น่าจะเกิน 30 กิโลเมตรจากบ้านเกิดของซาอูลที่กิเบอาห์ ส่วนบ้านเกิด ของซามูเอลที่รามาห์ อยู่ห่างจากบ้านเกิดของซาอูลที่กิเบอาห์ไปแค่เพียง 6 กิโลเมตร เท่านั้น เหตุใดคนที่ควรมีสำนึกฝ่ายจิตวิญญาณอย่างซาอูลจึงไม่รู้จักซามูเอล ?

สถาณการณ์มีแต่เลวลง เรารู้ว่าเมื่อเมืองยาเบชกิเลอาดตกอยู่ในอันตราย ซาอูลเหมือน ถูก "บังคับ" ให้กระทำการ ท่านเรียกชุมนุมกองทัพได้ถึง 330,000 คน และเมื่ออัมโมน พ่ายแพ้ไป เหตุใดซาอูลจึงไม่ดำเนินต่อด้วยการขับไล่พวกฟิลิสเตียด้วย ? เพราะนี่คือ หน้าที่ที่ท่านได้รับเลือกให้มาทำ แต่ซาอูลกลับส่งกำลังทหารเหล่านั้นกลับไปบ้าน เหลือไว้เพียงจำนวนน้อยนิด แค่ 3,000 คน และยังแบ่งกองกำลังนี้ออกเป็นสองส่วนอีก ดูเหมือนซาอูลไม่ต้องการไปยุ่งเกี่ยวกับฟิลิสเตีย ท่านยอมที่จะอยู่แบบเดิมๆ ซาอูลไม่ ได้คิดจะทำสิ่งใด แต่บุตรของท่าน โยนาธานเป็นผู้ออกไปเผชิญหน้ากับพวกฟิลิสเตีย และสามารถเอาชนะกองกำลังของพวกเขาได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซามูเอลพยายามอย่างที่สุดที่จะเตือนคนอิสราเอลให้ตระหนักว่า เป็นพระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยกู้พวกเขาออกมาจากเงื้อมมือศัตรู และไม่ต้องสงสัยด้วยว่า ซามูเอลเรียกร้องให้ทั้งชาติกลับใจและอย่าวางใจในกษัตริย์มากเกินกว่าวางใจในพระ เจ้า บทที่ 13 พูดถึงการข่มขู่ของชาวฟิลิสเตียที่มีต่ออิสราเอล ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามา ครอบครอง แต่จะมาทำลายให้สิ้นซาก บทที่ 14 พูดถึงซาอูลและโยนาธานบุตรของ ท่าน ซึ่งผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของทั้งสองคนนี้ ซึ่งส่อเค้าตั้งแต่บทที่ 13

ชาวฟิลิสเตียนั้นเป็นต่อเพราะยึดพื้นที่ได้บนบริเวณบนภูเขาสูงในเขตยูดาห์และเบนยา มิน ตั้งมั่นฐานแรกอยู่ทีมิคมาช (13:16) ซึ่งอยู่บนยอดเขาตรงกลางระหว่างที่ราบใน หุบเขาจอร์แดน และที่ราบชายฝั่งทะเลของฟิลิสเตีย ซาอูลและโยนาธานมีทหารเหลือ อยู่เพียง 600 คน ทหารที่เหลือหนีแตกกระจายไปหลบซ่อนให้ไกลจากฟิลิสเตีย และ บางพวกก็ไปเข้ากับศัตรูเสียเลย (13:6-7; 14:20-22) ซาอูลและ "กองทัพ" น้อยๆคอย อยู่ที่เกบา (13:16) และต่อมาในบทที่ 14 ก็ไปยังกิเบอาห์ ซึ่งอยู่ทางใต้ลงไป ห่าง ออกไปจากพวกฟิลิสเตียซึ่งยังปักหลักอยู่ที่มิคมาชทางเหนือ

ผู้เขียนพยายามให้เราเห็นความแตกต่างเป็นอย่างมากระหว่างซาอูลและโยนาธานผู้เป็นบุตร ประเทศอิสราเอลกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม ขาดทั้งกำลังและอาวุธ แต่เรายัง พบว่าซาอูลนั้นนั่งอยู่ "ใต้ต้นทับทิม ที่ตำบลมิโกรน" (14:2) ขณะที่ซาอูลหลบแดด อยู่ใต้ต้นไม้ห่างไกลจากพวกฟิลิสเตีย โยนาธานบุตรของท่านกำลังวางแผนจะไป พร้อมกับคนถืออาวุธเพื่อจัดการกับพวกฟิลิสเตียต่อ การจู่โจมครั้งนี้เป็นความลับ โยนาธานไม่ได้ขออนุญาติหรือแม้แต่จะแจ้งซาอูล และไม่ยอมให้คนอื่นรู้ด้วย ผมว่า เขาคงรู้ว่าบิดาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการทำร้ายฟิลิสเตีย ซาอูลไม่ต้องการสร้างปัญหา กับพวกฟิลิสเตีย แต่โยนาธานไม่ต้องการให้พวกฟิลิสเตียมาสร้างปัญหาให้อิสราเอล อีกต่อไป

(ดูเหมือนว่า) ซาอูลนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ท่านเป็นเพียงหนึ่งในสองคนในอิสราเอลที่มีดาบ ท่านมีอาหิทูบน้องชายของอีคาโบด บุตรของฟีเนหัส และเป็นหลานของเอลีนั่งอยู่ด้วย (14:3) อาหิทูบใส่ (หรือถือ) เอโฟดอยู่ด้วย เอโฟดเป็นวิธีในการแสวงหาน้ำพระทัย ของพระเจ้า (ดู 1 ซามูเอล 23:9-12; 30:6-8) ซาอูลไม่ได้รับคำสั่งใดจากซามูเอลที่ กิลกาล เพราะท่านขัดคำสั่ง (13:1-14) แต่ตอนนี้ท่านมีทั้งเอโฟดและปุโรหิตอยู่ด้วย แต่ท่านกลับยังไม่ยอมแสวงหาในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ท่านกระทำ

แต่สำหรับโยนาธาน ท่านมีจิตสำนึกในน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งทำให้ท่านไม่สามารถนิ่งดู ดายต่อไป แรกสุด โยนาธานเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจากประวัติศาสตร์ของอิสราเอล และจากพระลักษณะอันประเสริฐของพระองค์ คำพูดที่โยนาธานพูดกับผู้ถือเครื่องอาวุธ นั้นเต็มด้วยความเชื่อและภาระหน้าที่ เป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการกระ ทำ ซึ่งมีผู้ซื่อสัตย์อย่างผู้ถือเครื่องอาวุธอยู่ด้วย :

6 "โยนาธานกล่าวกับคนหนุ่มที่ถือเครื่องอาวุธของท่านว่า "มาเถิด ให้เราข้ามไปยังกองทหารรักษาการของคนเหล่า นั้นที่มิได้เข้าสุหนัต บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อ เรา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางพระเจ้าได้ในการที่พระ องค์จะทรงช่วยกู้ไม่ว่าโดยคนมากหรือน้อย"
(14:6)

คนฟิลิสเตียเป็น "ผู้ไม่ได้เข้าสุหนัต" พวกเขาไม่มีพันธสัญญาหรือมีสัมพันธภาพ กับพระเจ้าเหมือนกับคนอิสราเอล พันธสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้กับอิสราเอลก็เพื่อความ มั่นใจว่าพระองค์จะสถิตอยู่ด้วย และป้องกันพวกเขาจากบรรดาศัตรู พระเจ้าเป็นผู้นำ พวกเขาออกมาจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ และสัญญาจะประทานแผ่นดินคานา อันที่มีอิสรภาพไม่ขึ้นกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านให้ แต่อิสราเอลไม่มีสิ่งนี้ กองกำลัง ฟิลิสเตียครอบครองดินแดนอยู่ คนอิสราเอลเองจะทำไร่ไถนาได้ก็ต้องซื้อเครื่องไม้ เครื่องมือมาจากฟิลิสเตีย โยนาธานเข้าใจดีว่า พระเจ้าไม่ได้มีพระประสงค์จะให้ประ ชากรของพระองค์ตกเป็นทาสของประเทศเพื่อนบ้าน ท่านเข้าใจว่าบัดนี้กษัตริย์มีหน้าที่ ที่จะนำประชากรออกมาร่วมรบกับศัตรูของประเทศ และศัตรูของพระเจ้า ท่านยังเข้าใจ อีกด้วยถึงพระลักษณะอันประเสริฐของพระเจ้าตามที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติ ว่าชัยชนะทั้งสิ้นของอิสราเอลนั้นไม่ใช่มาจาก "กองทัพฝ่ายกาย" ไม่ใช่มาจากจำ นวนทหาร หรือชนิดของอาวุธที่ใช้ พระเจ้าประทานชัยชนะเหนือพวกมีเดียนใ้ห้กับ อิสราเอลภายใต้การนำของกิเดโอน ซึ่งนำคนเพียง 300 คนเข้าต่อสู้ (ดูผู้วินิจฉัย 7) ถ้า พระเจ้ามีพระประสงค์จะให้อิสราเอลชนะศัตรู บางทีอาจไม่ต้องใช้ถึง 600 คน — เพียง คนสองคนก็เพียงพอ

ในความคิดของโยนาธาน ท่านไม่ได้คิดว่าพระเจ้าจะมอบคนฟิลิสเตียให้อยู่ในมือของ อิสราเอลหรือไม่ แต่คิดว่านี่เป็นพระประสงค์ของพระองค์หรือเปล่า ซาอูลมีทั้งปุโรหิต และเอโฟด แต่ท่านไม่สนใจที่จะแสวงหาน้ำพระทัย ท่านเลือกที่จะนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ โยนาธานจึงต้องหาวิธีอื่นในการแสวงหาน้ำพระทัย ด้วยการวางแผนจะไปโจมตีกอง กำลังของฟิลิสเตีย

โยนาธานแสวงหาหมายสำคัญจากพระเจ้า เพื่อจะบ่งชี้ว่าท่านและผู้ถืออาวุธของท่าน สมควรเข้าโจมตีพวกฟิลิสเตียหรือไม่ มิคมาชและกิเบอาห์เป็นดินแดนอยู่บนที่สูงทั้งคู่ การจะไปมิคมาชได้ต้องไปทางช่องเขา เป็นทางเดินแคบๆ น่าจะเท่ากับลำธารสายเล็กๆ ฟิลิสเตียมีกองกำลังเล็กๆดูต้นทางอยู่บนยอดเขานี้ พวกเขาจะเห็นและห้ามทุกคนที่พยา ยามเดินขึ้นช่องเขานี้มา โยนาธานวางแผนโดยจะเดินขึ้นไปบนยอดหินแหลม เพื่อให้ พวกฟิลิสเตียบนยอดเขาอีกฝั่งจะเห็นท่านได้ และถ้าพวกฟิลิสเตียแสดงให้เห็น ว่าจะลง มาขับไล่ ท่านและผู้ถือเครื่องอาวุธก็จะไม่ขึ้นปีนไป แต่ถ้าพวกฟิลิสเตียท้าให้ท่านขึ้น ไป ก็จะเป็นหมายสำคัญว่าพระเจ้าต้องการให้ท่านฝ่าอันตรายปีนขึ้นไปหาพวกฟิลิส เตีย และพระองค์จะทำให้อิสราเอลมีชัยเหนือพวกเขา47

ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้ถือเครื่องอาวุธ หนุุ่มผู้กล้าหาญทั้งสองจึงปีนขึ้นไป ให้พวกฟิลิสเตียเห็น เพื่อจะได้ไต่ลงไปยังช่องเขาเบื้องล่าง พวกฟิลิสเตียพอมองเห็น คนทั้งสอง ก็คิดว่าเป็นพวกที่หลบภัยอยู่ตามรูซอกหินออก จึงเรียกให้ขึ้นมาหาข้างบน โยนาธานและผู้ถือเครื่องอาวุธรับสิ่งนี้ว่าเป็นหมายสำคัญที่มาจากพระเจ้า ว่าพระองค์ กำลังประทานชัยชนะให้

ผมนึกไม่ออกว่าทำไมคนฟิลิสเตียจึงพูดเช่นนั้น ทำไม่พวกเขาไม่กลิ้งหินก้อนใหญ่สัก ก้อนลงมาที่โยนาธานและผู้ช่วย ? ทำไมถึงไม่ส่งทหารลงไปกำจัดให้ตายก่อนจะปีน ขึ้นไป ? แล้วในเมื่อชายสองคนนี้กำลังปีนขึ้นเขา อยู่ในภาวะอ่อนแอ ทำไมพวก ฟิลิสเตียจึงไม่ถือโอกาสฆ่าเสียเลยอย่างง่ายๆ ? ผมว่าคำตอบอยู่ในพระคัมภีร์ พวก ฟิลิสเตียเรียกสองคนนี้ขึ้นไปเพื่อ "จะแจ้งบางเรื่องให้ทราบ" ตอนแรกผมนึกว่าเป็นการ ท้าทาย ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ บางทีอยู่บนนั้นอาจจะน่าเบื่อเกินไป ต้องหาอะไรทำบ้าง เลยเรียกทั้งสองขึ้นมาเผื่อจะได้มีอะไรสนุกๆทำ

อันที่จริงผมว่าน่าจะมีคำอธิบายอื่น ผมเชื่อว่าที่คนฟิลิสเตียปล่อยให้โยนาธานและผู้ถือ เครื่องอาวุธขึ้นไป เพราะคิดว่าจะมายอมแพ้และมาเข้าพวกกับฟิลิสเตียด่อสู้กับอิสราเอล พวกฟิลิสเตียย่อมรู้ดีว่าตนนั้นเป็นต่อ เพราะพวกเขามีทั้งอาวุธและจำนวนคนมากมาย มหาศาลกว่าเมื่อเทียบกับทหารจำนวน 600 คนของอิสราเอลที่ติดตามซาอูลอยู่ พวก เขารู้ด้วยว่ามีกองปล้นออกไปทำลายทั่วประเทศได้โดยที่คนอิสราเอลไม่มีทางสู้ และแถมยังมีคนอิสราเอลอีกจำนวนหนึ่งมาเข้าพวกด้วย (14:21) ดังนั้น เพียงแค่ อิสราเอลขี้ขลาดที่ออกมาจากรูซ่อนอีกสองคนจะขึ้นมายอมมอบตัวและเข้าพวกทำ ไมจึงทำไม่ได้ ? สำหรับพวกฟิลิสเตียสิ่งนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น แต่กลับเป็น หมายสำคัญที่ชัดเจนสำหรับโยนาธาน ท่านจึงปีนขึ้นไปตามรอยแยกของหินไปหา พวกฟิลิสเตียที่รออยู่

พวกฟิลิสเตียไม่ทันได้ตั้งตัว ดาบของโยนาธานฆ่าฟันไปตามทาง ผู้ที่รอดไปก็ถูก ผู้ถือเครื่องอาวุธจัดการเสียสิ้น เพียงแค่ไม่กี่ก้าว และในเลาอันแสนสั้น กองกำลังดู ต้นทางกองนี้ก็ตายเรียบ ทำให้คนอิสราเอลสามารถเดินข้ามช่องเขามิคมาชและไล่ ตามพวกฟิลิสเตียไปได้

แต่เดี๋ยวก่อน — อย่างที่โฆษณาในโทรทัศน์ชอบใช้ — ยังมีอีก ! ถ้าพระเจ้าทรงสถิต อยู่ด้วยกับโยนาห์ในการโจมตีฟิลิสเตียในครั้งนี้ พระองค์ทรงกำลังสำแดงฤทธานุภาพ อันยิ่งใหญ่โดยประทานชัยชนะให้กับอิสราเอลที่มิคมาช ผมชอบวิธีเล่นคำในบทที่ 13 และ 14 มาก :

7 พวกฮีบรูบางคนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยังดินแดน กาดและกิเลอาด แต่ฝ่ายซาอูล พระองค์ยังประทับอยู่ ที่กิลกาล และประชาชนทั้งหมดติดตามพระองค์ไป ด้วยตัวสั่น
(1 ซามูเอล 13:7).

15 และบังเกิดการสั่นสะท้านในค่าย ในทุ่งนาและใน หมู่ประชาชน กองทหารนั้นและถึงกองปล้นก็ตกใจตัว สั่น แผ่นดินได้ไหว กระทำให้เกิดการสั่นสะท้านมาก ยิ่งนัก
(1 ซามูเอล 14:15).

ผมชอบเพลงร็อคเก่าที่เอลวิส เพรสลี่เคยร้องไว้ "I'm all shook up, uh uh uh…"? (ผมสั่นไปหมดแล้ว) ใช่แล้ว พระเจ้ากำลัง "เขย่า" พวกฟิลิสเตีย ทุกอย่างเริ่มต้นจาก การสั่นของบรรดาผู้ที่ติดตามซาอูล พวกเขามองเห็นว่าตนนั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะออก ไปต้านพวกฟิลิสเตีย พวกเขาคงตระหนักถึงความอ่อนแอในการเป็นผู้นำของซาอูล พวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง — เช่นเดียวกับที่ผู้เขียนบันทึกไว้ "ทั้งหมด … ตัวสั่น" (13:7) สิ่งนี้ยับยั้งไมให้พระเจ้าประทานชัยชนะให้อิสราเอลหรือ ? แน่นอน ไม่ใช่ ! พระเจ้าทรงเขย่าพวกฟิลิสเตียให้ "สั่น" ตามไปด้วย

คุณลองคิดดู พวกฟิลิสเตียคงรู้สึกสบายใจว่าตนเองปลอดภัยอยู่ในที่กำบังที่มิคมาช พวกอิสราเอลอ่อนแอ ถ้าจะขึ้นไปถึงได้ ก็ต้องปีนผ่านช่องเขามิคมาชขึ้นไป วางคนไว้ ดูต้นทางไว้แค่ 20 คนก็เกินพอ ความปลอดภัยของพวกฟิลิสเตียขึ้นอยู่กับช่องเขา แคบๆนี้ และการอยู่บนยอดภูเขาสูงมีแนวหินใหญ่ป้องกันล้อมรอบ ซึ่งก็ดูเหมือนดี จน กระทั่งเกิดแผ่นดินไหว ที่กำบังปลอดภัยนี้ก็กลับกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุดในโลกทัน ที ซาอูลและคนของท่านกำลังมองดู ในขณะที่ทหารฟิลิสเตียวิ่งหนีไปมากันจ้าละ หวั่น เดี๋ยวไปทางโน้น เดี๋ยวมาทางนี้ โคลงเคลงไปตามจังหวะแผ่นดินไหว คล้ายๆกับ คลื่นลูกยักษ์ในทะเล ทุกสิ่งที่เคยดูเหมือนมั่นคงปลอดภัยและเป็นต่ออิสราเอล กำลัง เป็นสิ่งที่กลับทำลายพวกเขา ในท่านกลางความสับสนอลหม่านและความกลัวเกินขีด พวกเขาเริ่มยกดาบฆ่าฟันกันเอง ไม่ใช่ฆ่าคนอิสราเอล บรรดาม้าและรถม้าที่ขนกันมาก็ ไม่สามารถใช้การได้ พวกสัตว์เมื่อตื่นตระหนกจะไม่ยอมฟังคำสั่งใดๆทั้งสิ้น พื้นดินแยก จากกัน หินใหญ่เล็กมากมายร่วงลงมาจากหน้าผา ความตกใจกลัวมีอยู่ทั่วไป ไม่ต้องคิด เรื่องจะไปโจมตีใครหรือแม้แต่จะถอยหนี พวกฟิลิสเตียเองกลับกลายเป็นศัตรูที่เลวร้าย ที่สุดของกันและกัน เกิดการฆ่าฟันกันอย่างคลุ้มคลั่งในครั้งนั้น

บทสรุป
นับเป็นเรื่องราวที่มหัศจรรย์ ทำให้เราเห็นข้อเตือนใจและบทเรียนสำคัญหลายอย่าง ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตคริสเตียนทุกวันนี้

ประการแรก ที่ได้จากพระธรรมตอนนี้คือ คำสั่งและข้อปฏิบัติในการเป็นผู้นำ แวดวง คริสเตียนทุกวันนี้ หัวข้อเรื่องการเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดค่อนข้างมาก ทั้ง ในการเขียนและการปรึกษาหารือกัน น่าเศร้าที่แวดวงการสร้างผู้นำคริสเตียนนั้นค่อน ข้างจะยึดหลักตามทฤษฎีของผู้นำทางโลก ถึงแม้ยังไม่มีบทสรุปตายตัวในเรื่องนี้ เราควรต้องรื้อฟื้นสติปัญญาเรื่องการเป็นผู้นำมาทบทวนดูใหม่ ซาอูลและโยนาธาน เป็นแบบอย่างของผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณในทางบวกและทางลบ คำว่า วางใจ และ เชื่อฟัง อาจจะครอบคลุมได้ไม่ทั้งหมดในการดำเนินชีวิตคริสเตียน แต่นับเป็นสิ่งที่ สำคัญยิ่ง ซาอูลเป็นคนที่มีความเชื่อน้อย คำว่า "กลัว" ดูจะเหมาะสมกับท่านมากกว่า ท่านกลัวที่จะเล่าเรื่องซามูเอลเจิมท่านเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลให้ลุงของท่านฟัง ท่าน แอบซ่อนอยู่หลังกองสัมภาระเมื่อมีการประกาศเลือกท่านเป็นกษัตริย์ ท่านกลัวจะเสีย กองกำลังไปหมด จึงข่มใจทำการเผาเครื่องถวายบูชาด้วยตนเอง และดูเหมือนท่าน กลัวที่จะขับไล่พวกฟิลิสเตียไป จึงไม่พยายามทำการใดให้เป็นที่ไม่พอใจของศัตรู

"ซาอูล" ในบทที่ 11 เป็น "ซาอูลคนใหม่" ที่พระเจ้าเติมพระวิญญาณให้ท่านอย่าง เต็มที่ แต่ซาอูลนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ไม่เกินบทที่ 11 ด้วยซ้ำไป ก็กลับเป็น "ซาอูล คนเดิม" ที่เราพบได้ทั่วไป "ซาอูลคนเดิม" นี้ที่่เรากำลังพูดถึงในบทที่ 13 และ 14 เมื่อตอน "ซาอูลคนใหม่" เรียกชุมนุมคนอิสราเอลให้มาร่วมรบ มีคนมาร่วมด้วยมากมาย ถึง 330,000 คน แต่พอ "ซาอูลคนเดิม" เรียกชุมนุมคนที่กิลกาล มีคนมาร่วมด้วยจำ นวนน้อยนิด และคนเหล่านี้ไม่ช้าก็หนีแตกกระจายไปเพราะความกลัว ความกลัวของ ซาอูลเป็นเหมือนโรคระบาด เมื่อท่านไม่วางใจและไม่เชื่อฟังพระเจ้า บรรดาคนที่ติด ตามท่านก็ไม่เชื่อและวางใจในตัวท่านด้วย

แต่โยนาธานนั้นแตกต่าง — ท่านเป็นคนแห่งความเชื่อ ท่านวางใจว่าพระเจ้าจะนำชัยมา เหนือกองกำลังฟิลิสเตียในบทที่ 13 ท่านตั้งใจจะไปจัดการกับพวกฟิลิสเตียที่ช่องเขา มิคมาช ถึงแม้ต้องแบกอาวุธไต่ไปตามรอยแยกของหินบนหน้าผาก็ตาม ท่านมีเพียงผู้ ช่วยคนเดียวติดตามไปด้วย ท่านเป็นคนที่วางใจในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้สถาน การณ์จะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม และท่านเป็นคนที่ผู้ช่วยเต็มใจไปร่วมรบด้วย ถึงแม้ดูเป็น การฆ่าตัวตายก็ตาม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ผมว่าไม่ใช่เป็นเพราะโยนาธานเป็นผู้ที่มี ความเชื่อเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่ หว่านความเชื่อไปสู่ผู้อื่นด้วย คนที่ติดตามซาอูลกลัวจน ตัวสั่น เพราะซาอูลนั้นแสดงอาการก่อน คนที่ติดตามโยนาธานวางใจในพระเจ้า เพราะเห็นว่าท่านวางในในพระเจ้า

นี่คือนิยามของคำว่าผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ :

การเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณเริ่มจากความเชื่อในพระเจ้า ซึ่งจะกระทำให้เชื่อฟัง และลง มือกระทำ ถึงแม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหาใดๆก็ตาม และยังหนุนกำลังให้ผู้อื่นเชื่อฟัง และยินดีทำตามด้วย

ที่สุดแล้ว การเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณนั้นไม่ใช่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก มีเสน่ห์ หรือมี ความชำนาญในวิธีการบริหารงานและจูงใจคน ผู้นำฝ่ายวิญญาณคือชายและหญิง ที่วางใจในพระเจ้า และทำตามพระวจนะคำของพระองค์ และเมื่อปฏิบัติเช่นนี้ จะดึงดูด ให้ผู้อื่นมาวางใจและเชื่อฟังพระองค์ด้วยเช่นกัน ซาอูลไม่ใช่เป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ แต่โยนาธานนั้นเป็น

ประการที่สอง เราควรประเมิณความสำเร็จของผู้นำ ซึ่งผมสรุปได้เป็นหลักการ ดังต่อไปนี้ :

เมื่อผู้นำประสพความสำเร็จ ที่สุดแท้จริงแล้วคือ พระคุณของพระเจ้า และหลายครั้งเป็นมาจาก ผลของความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้ที่ให้การสนับ สนุนอยู่เบื้องหลังงานพันธกิจที่เรามองไม่เห็น

ให้นำหลักเกณฑ์นี้มาประกอบการพิจารณาดูการเป็นผู้นำของซาอูล:

47 เมื่อซาอูลได้รับตำแหน่งพระราชาเหนืออิสราเอลนั้น พระองค์ได้ทรงต่อสู้ศัตรูทุกด้านต่อสู้กับโมอับ กับชนอัมโมน กับเอโดม กับบรรดาพระราชาแห่งโศบาห์ และกับคนฟีลิสเตีย ไม่ว่าพระองค์จะหันไปทางไหน พระองค์ก็ทรงกระทำให้เขา พ่ายแพ้ไป 48 พระองค์ทรงสู้รบอย่างเข้มแข็ง และทรงโจม ตีพวกอามาเลขและทรงช่วยกู้คนอิสราเอล ให้พ้นจากมือของ บรรดาผู้ที่เข้าปล้นเขา
(1 ซามูเอล 14:47-48)

ผมไม่อยากตัดความดีความชอบไปจากซาอูลเสียจนหมด แต่ผมเชื่อว่าพระคำบ่งชัด เจนว่าความสำเร็จของซาอูลเป็นมาจากพระคุณพระเจ้า ไม่ใช่เป็นเพราะผีมือ ความกล้า หาญ หรือความยิ่งใหญ่ของท่าน ชัยชนะที่อิสราเอลมีเหนือฟิลิสเตียนั้น ไม่ได้เกิดจาก การริเริ่มของซาอูล แต่เป็นการริเริ่มของบุตร มีกี่ครั้งกี่หนกันที่เราโห่ร้องชื่นชมยินดีให้ กับความสำเร็จของผู้นำบางคน ทั้งๆที่ความสำเร็จจริงๆแล้วมาจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้ง สิ้น ? หลายคนชอบเด่นอยู่ท่ามกลางแสงไฟ ขอให้เราชื่นชมกับบรรดาผู้อยู่นอกแสง ไฟ ผู้สนับสนุนและสร้างให้ผู้มีอำนาจเหล่านี้โดดเด่นขึ้นมา

ประการที่สาม คือความสัมพันธระหว่างความเชื่อและการกระทำ เราจะเห็นความแตก ต่างในความเชื่อของโยนาธานและซาอูลชัดเจน บางครั้งความเชื่อของเราจะปรากฎ ชัดจากการรอคอย มากกว่าจากการมุ่งปฏิบัติ ความเชื่อจะไม่เกิดขึ้นเมื่อเราขัดคำสั่ง อับราฮัมน่าจะรอคอยบุตรตามพระสัญญา มากกว่าไปมีบุตรกับนางฮาการ์ ซาอูลน่าจะ คอย มากกว่าที่จะไปเผาเครื่องบูชาถวายด้วยตนเอง เมื่อเราหมดสิ้นหนทาง เราขาด ความเชื่อและการเชื่อฟัง เราควรรอคอยให้พระเจ้าจัดเตรียมในสิ่งที่ดีและเหมาะสม ที่สุดสำหรับเรา

มีหลายครั้งเหมือนกันที่เราเลือกที่จะรอ ทั้งๆืั้เห็นชัดเจนว่าเรากระทำได้ตามความเชื่อ ซาอูลอดทนรอคอยซามูเอลไม่ไหว (ถึงแม้ได้รับคำสั่งให้คอยก็ตาม) แต่ท่านกลับรอได้ มาตั้งนาน ตั้งแต่ตกเป็นเมืองขึ้นของฟิลิสเตีย ผู้เข้ามาครอบครองดินแดนอิสราเอล มา ตั้งกองกำลังรักษาการ และยังมาบีบบังคับความเป็นอยู่ของผู้คนด้วยการผูกขาดการใช้ อุปกรณ์ต่างๆที่เป็นเหล็ก ชาวไร่ชาวนาต้องซื้อเครื่องมือที่แสนแพงจากพวกฟิลิสเตีย แถมยังต้องเสียค่าดูแลซ่อมแซม (ลับให้คม) ในราคาแพงอีกด้วย ซาอูลทำตัวเป็นทอง ไม่รู้ร้อนกับสิ่งที่พวกฟิลิสเตียกระทำ ท่านสามารถรอได้ (และท่านรอด้วย) ที่จะทำการ ขับไล่พวกฟิลิสเตียไปจากดินแดน ทั้งๆที่ท่านสามารถกระทำได้ด้วยความเชื่อ แต่ท่าน กลับเลือกที่จะรออย่างไม่มีจุดหมาย การไปโจมตีกองกำลังฟิลิสเตีย ทำให้เกิดการ เผชิญหน้าทางทหาร และผลที่สุด เกิิดความพ่ายแพ้ของชาวฟิลิสเตีย — และพระสิริ กลับคืนสู่พระนามของพระเจ้า มีกี่ครั้งที่เรามัวแต่รอแทนที่จะลงมือปฎิบัติ และเร่งลง มือปฎิบัติ แทนที่ควรจะรอ เราจะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อไรควรลงมือ? เมื่อพระวจนะคำ สั่งให้เรากระทำ แล้วเมื่อไรที่เราควรคอย? เมื่อพระเจ้าตรัสสั่งในพระวจนะคำ และเมื่อ การกระทำของ ขัดกับความเชื่อและการเชื่อฟัง

ประการที่สี่ เหตุการณ์หลายครั้งในพระคัมภีร์ ทำให้เรามีมุมมองใหม่ในสถานการณ์ ที่ดูเหมือนหมดทางแก้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน พระเจ้าทรงนำประชากรของพระองค์ให้ตกอยู่ ในสถานการณ์ที่เกินแก้ใข และอีกครั้ง เราก็ค้นพบหลักเกณฑ์ที่สำคัญยิ่งดังนี้ :

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะนำมนุษย์ไปสู่สถานการณ์ที่ "เป็นไปไม่ได้" เพื่อให้เรารู้แน่ชัดว่าเราไม่สามารถ ช่วยตนเองได้ และพระองค์จะทรงกู้เราด้วยวิธีการที่ ทำให้พระสิริของพระองค์เป็นที่เชิดชู

บางตอนในพระคัมภีร์กล่าวว่า :

8 "เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา พระสิริของ เรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น หรือให้คำที่สรรเสริญเราแก่รูป แกะสลัก"
(อิสยาห์ 42:8)

หลายๆครั้งในพระคัมภีร์เราจะเห็นว่าพระเจ้าทรงให้มนุษย์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เกินกว่า จะแก้ใข และพระองค์จะทรงช่วยด้วยวิธีการที่นำมาซึ่งพระสิริของพระองค์ พระองค์ สัญญาจะประทานบุตรให้กับอับราฮัมและนางซาราห์ ผู้ซึ่ง ถ้าจะพูดในทางโลก หมด โอกาสแล้วที่จะมีลูก (ดูโรม 4:19) แต่แล้วทั้งสองก็มีบุตร พระเยซูทรงทราบดีว่า ลาซารัสป่วยหนัก แต่พระองค์จงใจคอยจนกระทั่งเขานำศพไปฝัง (ดูยอห์น 11) เพื่อ พระองค์จะสามารถสำแดงให้เห็นฤทธิอำนาจในการทำให้ลาซารัสฟื้นขึ้นมาจากความ ตายได้

พระเจ้าปรารถนาที่จะสำแดงกำลังของพระองค์ในความอ่อนแอของเรา ในบทที่ 13 ของพระธรรม 1 ซามูเอล แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของทั้งซาอูลและอิสราเอล ทหารของอิสราเอลมีจำนวนกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับกำลังทหารของฟิลิสเตีย แถม ยังขาดแคลนอาวุธ ถึงแม้สถานการณ์จะดูเกินแก้ใข แต่พระเจ้าก็ทำให้อิสราเอลมีชัย เหนือฟิลิสเตียด้วยวิธีการของพระองค์ สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะชายสองคน (คนหนึ่งไม่มี อาวุธด้วยซ้ำไป) วางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะทำให้มีชัย พระเจ้าทรงเปลี่ยนอาการ สั่นของคนอิสราเอลไปเป็นการสั่นเพราะเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งรุนแรงมากขนาดทำให้ เกิดการสับสนอลหม่านในกองทัพฟิลิสเตีย และทหารล้มตายลงด้วยคมดาบของพวก เดียวกันเอง

คริสเตียนหลายคนมีความเชื่อก็ต่อเมื่อมองเห็นว่าฝีมือมนุษย์พอทำได้ แต่จะล้มลง เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์สุดกำลังเกินแก้ เราควรเรียนรู้จากโยนาธานว่าชัยชนะของ พระเจ้าไม่ได่อยู่ตั้งบนความไม่แน่นอนในกำลังของเรา และจากที่ อ.เปาโลกล่าวไว้ว่า ฤทธิฺเดชของพระเจ้าจะมีเต็มขนาดในความอ่อนแอของเรา (ดู 1 ซามูเอล 14:6; 2 โครินธ์ 12:9-10).

สิ่งที่แวดวงชาวโลกมักเน้น (และบางทีแวดวงผู้เชื่อทั้งหลายด้วย) คือ "พลังของความ คิดเชิงบวก" บางทีก็เป็นความจริง แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดบางประการอยู่ พระเจ้าไม่ได้ ถูกจำกัดอยู่แค่ในความสามารถสูงสุดของเราเท่านั้น การช่วยกู้ซาอูล โยนาธาน และ อิสราเอลแสดงให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ และพระเจ้าก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ ในจินตนาการหรือความนึกคิดของเราเท่านั้น

9ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า "สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียม ไว้สำหรับคนที่รักพระองค์"
(1 โครินธ์ 2:9)

20 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัด มากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจ อยู่ภายในตัวเรา 21 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ อาเมน
(เอเฟซัส 3:20-21).

พระเจ้าทรงนำคนบาปไปจนถึงจุดที่หมดหนทางและสิ้นหวัง (ในสถานการณ์ที่พวกเขา คิดว่าตนเองนั้น "ชอบธรรม" แต่เป็นคนบาป) เพื่อที่พวกเขาจะเลิกวางใจในตนเอง และหันมาพึ่งพระองค์เพื่อความรอด สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำเพื่อช่วยเหลือตนเองได้ พระเยซูคริสต์ทรงกระทำให้แล้วบนไม้กางเขนที่เนินหัวกระโหลก พระองค์ดำเนินชีวิต อย่างชอบธรรม เชื่อฟังพระเจ้า ทรงสิ้นพระชนม์ไม่ใช่เพราะความผิดบาปของพระองค์ แต่เพราะความบาปของมนุษย์ พระเยซูทรงชดใช้ความผิดบาปแทนเรา และพระองค์ ปรารถนาจะมอบของประทานแห่งความชอบธรรมและชีวิตนิรันดร์ ให้กับมนุษย์ผู้ไม่สม ควรจะได้รับ พระเยซูทรงชดใช้ให้หมดสิ้นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำเพียงแต่ยอมรับในความ เป็นคนบาป และไม่สมควรจะได้รับการยกเว้น และยอมรับว่าเราอ่อนแอเกินกว่าจะช่วย ตัวเองได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้นเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า :

27 แต่พระองค์ตรัสว่า "สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าทรงกระทำได้"
(ลูกา 18:27)

คุณมาถึงความเป็นที่สุดของตัวคุณหรือยัง ? คุณเห็นหรือยังว่าการทำให้เป็นที่ชอบพอ พระทัย และไปถึงสวรรค์ด้วยตนเองนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยกำลังของมนุษย์ ? ถ้าคุณคิดได้ คุณกำลังจะได้รับพระพร คุณเพียงแต่เชื่อและวางใจในองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ประทานความรอดให้คุณเท่านั้น

ให้เราจบบทเรียนนี้ด้วยการสรรเสริญพระเจ้า ด้วยสติปัญญาที่ทรงประทานให้ อ.เปาโล ในการทำสิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นได้ด้วยวิธีการที่เกินกำลังความคิดของเรา :

33 โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะ หยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะ ได้ 34 เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยของพระเจ้า หรือ ใครเล่าเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ 35 หรือใครเล่า ได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระองค์ ที่พระองค์จะต้อง ประทานตอบแทนให้แก่เขา 36 เพราะสิ่งสารพัดมา จากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระ สิริจงมีแด่พระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน
(โรม 11:33-36)


--------------------------------------------------------------------------------

46 มีหลายคนสันนิษฐานว่า ไม่ว่าดาบหรืออาวุธที่ทำด้วยเหล็ก คงถูกพวกฟิลิสเตียริบไปหมด เมื่อพวกเขาส่งกองกำลังเข้ามารักษาการ

47 ให้สังเกตุดูว่า โยนาธานไม่ได้คิดว่าชัยชนะเหนือฟิลิสเตียครั้งนี้เป็น ของท่าน แต่เป็นชัยชนะ ของอิสราเอล (เปรียบเทียบกับ 14:6, 10, 12).

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เชื่อและปฏิบัติตามถ้อยคำของพระเจ้าแล้วเราจะปลอดภัย


9 กค.2007
วราพร คงล้วน

ให้พี่น้องเปิดไปที่พระธรรมสุภาษิต บทที่ 4 วันนี้เราจะมาเรียนถ้อยคำของพระเจ้าว่าพระองค์ทรงสั่งสอนเราอย่างไร เพื่อเราจะดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง อยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์ ให้เราเปิดในสุภาษิต 4:1-4


สุภาษิต 4:1-4

“บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของพ่อเจ้า อย่างตั้งใจเพื่อเจ้าจะได้รับความรอบรู้ เพราะเราให้ภาษิตดีแก่เจ้า อย่าทอดทิ้งคำสอนของเรา เมื่อเราเป็นลูกอยู่กับพ่อของเรา เป็นแก้วตาของแม่เรา ดูน่ารักอ่อนโยน บิดาสอนเรา และพูดกับเราว่า "ให้ใจของเจ้ายึดคำสอนของเราไว้ให้มั่น จงรักษาบัญญัติของเรา และมีชีวิตอยู่”




เราต้องรู้ว่าทุกอย่างที่เรากระทำออกไป มันจะส่งผลกลับมาที่ชีวิตของเราเสมอ ไม่ว่าดีหรือร้าย

ในพระธรรมสุภาษิตได้สอนสัจจะธรรมของชีวิต การดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน สอนว่าอะไรคือสิ่งที่ดี อะไรคือสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเราทำอะไร แล้วเราจะได้รับพระพร ถ้าเราทำอะไร เราจะได้รับคำสาปแช่ง หรือได้รับผลเสีย จากผลของการกระทำของเรา เราต้องรู้ว่าทุกอย่างที่เรากระทำออกไป มันจะส่งผลกลับมาที่ชีวิตของเราเสมอ ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคริสเตียน พระเจ้ายอมตายแทนเราบนไม้กางเขน ยกโทษความผิดบาปแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าเราจะทำดีหรือทำร้าย เราจะได้ดีหมดเลย ไม่จริงนะคะ ถ้าใครสอนท่านว่า “ทำอะไรก็ได้ ทำดีทำร้าย ได้ดีหมด เพราะพระเจ้าตายแทนท่านบนไม้กางเขนแล้ว” พี่น้องเลิกเชื่อ เลิกฟังคนนั้นเลย เอเมนไหมคะ


ถ้อยคำของพระเจ้าบอกเราจริงๆ ว่ามันมีผลตอบสนองในชีวิตของเราทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกความคิดที่ออกไป มันจะส่งผลกลับมา ถ้าเราทำสิ่งที่ดี สิ่งที่พระเจ้าทรงสอน ทรงบอก เราก็จะได้รับพรดี ซึ่งมาจากพระเจ้า


ในสุภาษิตตรงนี้บอกว่า “อย่าทอดทิ้งคำสอนของเรา” “เรา” ในที่นี้เล็งถึงพระเจ้า ถ้าในพระคัมภีร์บอกถึง “พระปัญญา” “ปัญญา” “พระวาทะ” “คำสั่งสอน” ทั้งหมดนี้เล็งถึงพระเจ้า ทุกอย่างที่ถูกเน้นและระบุในถ้อยคำของพระเจ้า คือตัวพระองค์เอง คิดง่ายๆ เรามองพระเจ้าไม่เห็น แต่เราเชื่อว่าใครก็ตามที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ พระเจ้าจะทำงานในใจ เรารู้อยู่ข้างในว่าพระเจ้าคุยกับเรา แล้วถ้อยคำของพระเจ้า เรารู้ว่าไม่ใช่ใครนึกอยากจะเขียนอะไร ก็เขียนได้โดยสติปัญญาของมนุษย์


เมื่อเราได้ยิน ได้ฟัง ส่ำสมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ถ้อยคำจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

ในถ้อยคำ คือสิ่งที่พระเจ้าได้สื่อให้พวกเรารับรู้ว่า พระองค์ต้องการอะไร เพื่อผลประโยชน์ของเราเอง โดยผ่านทางผู้เชื่อในอดีตมากมายที่เขียนออกมา ผ่านการกลั่นกรองของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระคัมภีร์จะเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ไม่เหมือนหนังสืออื่น หนังสืออื่นเราอ่านแล้ว เราได้ความรู้จริง แล้วก็ผ่านไป แต่ถ้อยคำของพระเจ้า ได้ความรู้และเป็นฤทธิ์เดช เป็นอำนาจของพระเจ้า เป็นอะไรอีกมากมายที่เมื่อเราอ่าน เมื่อเราได้ยิน ได้ฟัง ส่ำสมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ถ้อยคำจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่เปลี่ยนจริงๆ เรามีสันติสุขในพระเจ้า เมื่อเราเชื่อฟังถ้อยคำของพระองค์


คือพระเจ้าได้มาตายแทนเราบนไม้กางเขน นั่นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในสุภาษิต 4:2 บอกว่า “อย่าทิ้ง” “อย่าเพิกเฉยกับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสอนเรา” ในข้อ 3 บอกว่า “ในเมื่อเราเป็นลูก อยู่กับพ่อของเรา เป็นแก้วตาของแม่เรา” เปรียบลักษณะที่เราเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ฉันใด เราก็เป็นแก้วตาดวงใจของพระเจ้ายิ่งกว่า ในสมัยก่อนจะชอบถามเด็กว่า “รักแม่แค่ไหน” เขาก็บอกว่า “รักเท่าฟ้า” ฟ้ากว้างแค่ไหน กว้างแค่มือเด็กนั่นแหละ ถ้ามือเขายาวแค่ไหน ก็กว้างเท่านั้น ใช่ไหมคะ มนุษย์สามารถที่จะรักมนุษย์ด้วยกัน กว้างเท่าที่ขอบเขตที่เราสามารถที่จะรักได้ แต่พระเจ้ารักเราได้ไม่มีขอบเขต แล้วสิ่งที่สำแดงความรักของพระเจ้า คือพระเจ้าได้มาตายแทนเราบนไม้กางเขน นั่นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉะนั้นพระเจ้าเห็นเราเป็นแก้วตาดวงใจของพระองค์ แล้วพระเจ้าก็อยากจะให้เราได้ดี ที่พร่ำสอน ไม่ได้ให้เรารู้สึก สอนอยู่นั่นแหละ สอนซ้ำสอนซาก เพื่อให้เรารำคาญ ดูแล้วมันสนุกดี นึกออกไหม ผู้ใหญ่บางคนโรคจิต แกล้งเด็ก แล้วเด็กกระฟัดกระเฟียด มีความสุข แกล้งต่อ อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด พระเจ้าเราไม่ทำอย่างนั้นกับเราเด็ดขาด พระเจ้าสอน เพื่อเป็นผลประโยชน์สำหรับชีวิตของเรา เพื่อเราจะได้ดี


ในข้อที่ 4 “บิดาสอนเรา และพูดกับเราว่า “ให้ใจของเจ้ายึดคำสอนของเราไว้ให้มั่น จงรักษาบัญญัติของเรา และมีชีวิตอยู่”


มีใครเคยอธิษฐานกับพระเจ้าไหมว่าเราอยากจะรักพระองค์ อย่างที่มันควรจะเป็น

ยึดคำสอนของพระเจ้าไว้ในจิตใจของเรา ถ้าเราไม่อ่านถ้อยคำของพระองค์ เราจะยึดได้ไหม วันๆ พระคัมภีร์ไม่เคยอ่าน แต่อยากจะคว้าคำสอนของพระเจ้า มันเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างจะได้มา ต้องออกแรง พระเจ้าบอกว่า “ยึดมั่นคำสอนของเรา” คือเราจะต้องมีการอ่าน การภาวนา เราจะได้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วเราก็ยึดมั่นเอาไว้ ตั้งเป้าเลยว่าอะไรที่พระเจ้าบอกให้เราทำ เราจะทำ การตั้งเป้าอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะทำ แล้วเราทำได้นะคะ อย่าเข้าใจผิด เราต้องยึดมั่นก่อน แล้วอธิษฐานกับพระเจ้า “พระเจ้าลูกอยากทำตรงนี้จริงๆ ลูกอยากจะรักพระองค์” มีใครเคยอธิษฐานกับพระเจ้าไหมว่าเราอยากจะรักพระองค์ อย่างที่มันควรจะเป็น เคยไหมคะ ต้องอธิษฐานแบบนั้น เพราะเราไม่สามารถรักอย่างที่พระเจ้าพอใจได้ ในความเป็นมนุษย์ ความรักของเราก็เห็นแก่ตัว เรารักพระเจ้า เพราะพระเจ้าให้ของเรา เรารักพระเจ้า เพราะเราอธิษฐานทีไร พระเจ้าตอบคำอธิษฐานทุกที เราก็รัก แต่ว่ารักอย่างที่ควรจะเป็น อย่างเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า คือต่อให้เราอธิษฐาน แล้วเราไม่ได้ เรายังรักอยู่ ไม่มีลูกคนไหน แบบวันนี้ถูกลงวินัย ไม่ให้ค่าขนม เราก็ตัดขาดการเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่รักแล้ว


ธรรมชาติสอนเรา ในขณะเดียวกันพระเจ้าต้องการให้สิ่งดีกับเรา เราเรียนรู้ที่จะอธิษฐานถูกหลัก ชีวิตของเราก็จะมีความสุข

อธิษฐานให้เราสามารถรักพระเจ้า สามารถที่จะเชื่อฟังพระองค์ พอเรารักพระเจ้าเป็น เราก็รักตัวเองเป็น รักตัวเองเป็น เราก็รักคนอื่นเป็น พอรักคนอื่นเป็น เราก็เริ่มที่จะทำอะไรที่ดีๆ จริงไหมคะ มันจะมีผลที่ต่อเนื่องกันตลอด พี่น้องจะไปคว้าผลปลายทางโดยที่ไม่ทำอะไรที่ต้นทาง เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีก้าวแรก จะไม่มีก้าวที่ 2 ก้าวที่ 3 จะไม่มีความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ที่เรากระโดดข้ามได้ มันเป็นไปไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่คริสเตียนชอบวิธีนี้ พออธิษฐานปุ๊บ ลอยไปเลย ถึงที่ เป็นไปไม่ได้ พระเจ้าก็ให้เราทำส่วนของเรา คือทุกอย่างต้องออกแรง การรักใครสักคนหนึ่ง ต้องออกแรงรัก เพราะว่าไม่มีใครน่ารักสักคน แม้แต่ศิษยาภิบาลที่นี่ ก็ไม่มีใครน่ารัก บางทีก็น่าเกลียดน่าชัง แต่ว่าที่เราสามารถรักและเคารพได้ เพราะว่าเป็นความรักชนิดแบบเป็นของพระเจ้า ที่ทำให้เรารักคนอื่น รักศิษยาภิบาล รักพี่น้องในคริสตจักร ถึงแม้บางครั้ง บางเรื่องที่เขาทำอาจจะไม่ถูกใจเรา แต่เรายังสามารถรักเขาได้อยู่ นี่คือความรักแบบเป็นของพระเจ้า


ขอความรักชนิดนี้จากพระเจ้า และรักษาบัญญัติของพระองค์ เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ ในพระคัมภีร์บอก “มีชีวิตอยู่” ไม่ได้อยู่แบบซังกะตาย หรืออยู่แบบอะไรก็ได้ ช่างมัน ไม่ใช่นะคะ มีชีวิตอยู่ที่ดีตามน้ำพระทัยของพระเจ้า


สุภาษิต 4:5-6

“อย่าลืมและอย่าหันกลับจากถ้อยคำแห่งปากของเรา จงเอาปัญญา และเอาความรอบรู้ อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักปัญญา และปัญญาจะระแวดระวังเจ้า




อย่าหันไป คืออย่าทิ้งถ้อยคำพระเจ้า ชีวิตคริสเตียนกับถ้อยคำพระเจ้า ต้องอยู่ด้วยกัน ขาดกันไม่ได้

มีสมาชิกหลายคน เดี๋ยวนี้ขอบคุณพระเจ้า ไม่ค่อยมีใครถาม สมัยก่อนพอเชื่อใหม่มาสักพัก ก็มาถาม “เราต้องอ่านพระคัมภีร์นานแค่ไหน” “อ่านจบหนึ่ง แล้วจบเลยได้ไหม เพราะว่าเรารู้เรื่องหมดแล้ว” ดิฉันก็จะตอบเขาว่า “ไม่ได้ ต้องอ่านจนกว่าตายจากกันนั่นแหละ” เหมือนเรากินข้าว กินแค่วันนี้พอไหม พรุ่งนี้ไม่ต้องกิน พอแล้วนะ เพราะว่าวันนี้เรากินไปแล้ว แล้วก็มีชีวิตอยู่จนถึงวินาทีสุดท้าย มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราต้องกินข้าวทุกวันฉันใด เราต้องอ่านพระคัมภีร์ทุกวันฉันนั้น เพราะว่าจะเสริมสร้างจิตวิญญาณของเรา แล้วในพระคัมภีร์ตรงนี้บอกว่า “เอาปัญญา” ปัญญาตรงนี้คือพระเจ้า เกาะพระเจ้าไว้ แล้วก็เอาความรอบรู้ ความรอบรู้ของโลกนี้ มันไม่มีประโยชน์สำหรับชีวิตของเรา แต่ความรอบรู้ในพระเจ้า มันจะสร้างเสริมพลังให้กับชีวิตของเรา ให้เราสามารถดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้


ในข้อที่ 6 บอกว่า “อย่าทอดทิ้งเธอ” คำว่า “เธอ” คือสติปัญญาของพระเจ้า คือตัวพระองค์เอง

เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รักษาเราไว้ ถ้าเราไม่ทิ้งพระเจ้า เกาะขาพระเจ้าไว้ “ไม่ว่าดีชั่วอย่างไร พระเจ้าลูกขอติดพระองค์ไว้” เราก็จะไปได้สวย สวยในความหมายของพระเจ้า แต่ไม่ได้สวยในความหมายของเรา บางทีสวยในความหมายที่เราคิด คือทุกอย่างดีหมด มันไม่ใช่ สวยในทางของพระเจ้า คือถึงแม้ไม่ดีเลิศ แต่เรายังสามารถที่จะดำเนินชีวิตที่ดีงามจำเพาะพระเจ้าได้อยู่


ในข้อที่ 6 ส่วนท้าย “จงรักปัญญา แล้วปัญญาจะระแวดระวังเจ้า” รักปัญญา รักพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะทรงระแวดระวังเรา


สุภาษิต 4:7

“ที่เริ่มต้นของปัญญาเป็นอย่างนี้คือจงเอาปัญญา แม้เจ้าจะได้อะไรก็ตาม จงเอาความรอบรู้ไว้”


ฟังแล้วมันยาก แต่ว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าก็ประทานความรอดให้ และพระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ เข้ามาอยู่ในเรา เป็นครู เป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเรา เป็นผู้ที่จะสั่งสอนเราว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรถูกอะไรผิด เพื่อเราจะได้สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้


และที่เริ่มต้นที่จะรู้จักกับพระเจ้า ก็คือคว้าพระเจ้าไว้

พี่น้องเคยคว้าขาใครไหม กลัวเขาหนีไป ก็กระโดดคว้าเลย เป็นภาพเดียวกัน เราหิวกระหาย แสวงหา อยากรู้จักพระเจ้า อยากจะเรียนรู้ว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร พี่น้องเคยหิ้วพระคัมภีร์วิ่งตามไปเรียนรวีตอนเช้าไหม รวีเรายังมีสอนอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยจะมีคนมาเรียน ถ้าเรามีนิสัยที่ไขว่คว้าทุกโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ อย่างวันอาทิตย์เทศนา บางทีสงสารพี่น้องเหมือนกัน ต้องมาฟังใครก็ไม่รู้คุยอยู่นั่นแหละครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง สงสารพี่น้องก็จริง แต่ก็สงสารมากกว่า ถ้าพี่น้องไม่นั่งฟัง ถ้าไม่นั่งฟัง เราก็ไม่ได้ถ้อยคำพระเจ้าใช่ไหม เพราะมันเป็นสิ่งดีสำหรับพี่น้องเอง แล้วก็อย่ารู้สึกรำคาญ ทุกครั้งที่ดิฉันขึ้นมาก็จะคุยเรื่องนี้ อย่าหนีออกไปข้างนอก ไปนั่งคุย ให้เข้ามาฟังถ้อยคำของพระเจ้า ฤทธิ์เดชอำนาจของถ้อยคำพระเจ้า จะเข้าไปทำงานในชีวิตของพวกเรา เอเมน


สุภาษิต 4:8

“จงตีราคาปัญญาให้สูง และปัญญาจะยกย่องเจ้า ถ้าเจ้ากอดปัญญาไว้ ปัญญาจะให้เกียรติเจ้า”




ตีราคาค่างวดของความรอด หรือของพระเจ้า พระบิดาให้สูงเข้าไว้ เวลาเราเห็นคุณค่าของอะไรสักอย่างหนึ่ง เรารู้สึกอยากจะได้ไว้

ถ้าอะไรก็ตามที่เราไม่เห็นคุณค่า เราก็จะปล่อยทิ้ง ปล่อยขว้าง บางทีอยู่ข้างถนนเราก็จะไม่สนใจ แต่ถ้าเราเห็นว่าพระเจ้ามีค่าจริงๆ เราจะรู้จักทะนุถนอมพระองค์เอาไว้ ไขว่คว้าพระองค์เอาไว้ เพื่อจะได้กอดพระเจ้าไว้ ตีค่าให้สูงสุดเลย ส่วนใหญ่ คริสเตียนจะไม่ค่อยตีค่าพระเจ้าสูงเท่าไหร่ เราจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าของความรักของพระเจ้า ไม่เห็นคุณค่าของความรอดที่พระเจ้าประทานให้กับเรา เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราได้รับความรอดแล้ว ในพระคัมภีร์สอนเราว่าตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ เราก็อยู่ไปวันๆ โบสถ์ก็มาบ้าง ไม่มาบ้าง ไม่เห็นเป็นไร พระเจ้าก็ไม่ได้ว่าหรอก แต่พวกเราเคยนึกถึงหัวอกของพระเจ้าบ้างไหม


ถ้าใครที่สำคัญสำหรับเรา เราจะจัดเวลาให้

ถ้าเราในฐานะหัวหน้าครอบครัว ปกติทุกครอบครัวจะมีวันนัดพบ สำหรับครอบครัว แล้วเราคอยลูกอยู่ วันนี้เป็นวันนัดพบของครอบครัวใหญ่ คือพระเจ้าคอยเราอยู่ แล้วเราทุกคนก็ธุรกิจยุ่งเหยิงมากเลย คนโน้นไปโน่น คนนี้มานี่ เสร็จพระเจ้าก็มอง ลูกมากันโหลงเหลงอะไรอย่างนี้ นี่เป็นความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้เห็นค่าของการเข้ามาหาพระเจ้า ถ้าเราเห็นคุณค่า ถ้าใครที่สำคัญสำหรับเรา เราจะจัดเวลาให้เลย ไม่มีคำว่า “ไม่มีเวลา” หรือติดธุระ จริงไม่จริง ยิ่งสาวๆ ถ้านัดแฟน ไม่มีคำว่า “ติดธุระ” เป็นตายร้ายดี ก็จะต้องจัดเวลาให้


ในพระคัมภีร์บอกว่าให้เรามีความรู้สึกแบบนี้ เราอยากพบพระเจ้าทุกวินาที ความรู้สึกแบบนี้ ทำให้เราสามารถที่จะยืนหยัด สามารถที่จะมีกำลังในการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะการมาคริสตจักร คือน้ำพระทัยพระเจ้า หนังสือฮีบรูบอกว่า…

“อย่าขาดการประชุม เหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่ แต่ให้หนุนใจซึ่งกันและกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะเรารู้ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”




จงแสวงหาพระเจ้า ในขณะที่เรายังสามารถหาพระเจ้าได้อยู่

อย่ารอถึงเวลาที่เราไม่มีโบสถ์ให้เข้า ใช้เวลาที่มีให้คุ้มกับสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้กับเรา เพื่อเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า


“ถ้าเจ้าให้เกียรติปัญญา ปัญญาจะให้เกียรติเจ้า” ให้เกียรติพระเจ้าไว้ พระเจ้าจะให้เกียรติเรา


สุภาษิต 4:9 “เธอจะเอามงคลงามสวมศีรษะเจ้า จะให้มงกุฎงามแก่เจ้า"


ถ้าเราให้ความรัก ความยำเกรงพระเจ้า พระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีกับเรา


สุภาษิต 4:10 “บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังและรับถ้อยคำของเรา เพื่อปีเดือนแห่งชีวิตของเจ้าจะมากหลาย”


ปีเดือนแห่งชีวิตมากหลาย คือมีชีวิตยืนยาว ด้วยความอิ่มใจ ไม่ใช่มีแต่เจ็บช้ำน้ำใจ ขมขื่น วันๆ หน้านิ่วคิ้วขมวด


สุภาษิต 4:11-13

“เราได้สอนเจ้าในเรื่องทางปัญญาแล้ว เราได้นำเจ้าในวิถีของความเที่ยงธรรม เมื่อเจ้าเดิน ย่างเท้าของเจ้าจะไม่ถูกขัดขวาง และถ้าเจ้าวิ่ง เจ้าจะไม่สะดุด จงยึดวินัยไว้ และอย่าปล่อยไป จงระแวดระวังเธอไว้ เพราะเธอเป็นชีวิตของเจ้า”




ดิฉันใช้คำว่า “จดหมายรักของพระเจ้า”

พระเจ้าจะสอนเราถึงวิถีทางในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เราจะไม่สามารถรู้ได้ ถ้าเราไม่อ่านจดหมายรัก ดิฉันใช้คำว่า “จดหมายรักของพระเจ้า” คือถ้อยคำ ถ้าเราเพียรอ่าน ไม่ต้องเยอะ วันละนิดวันละหน่อย ซึมซับเอาความรู้ของพระเจ้าเข้าไป แล้วเราจะรู้วิธีการของพระเจ้า แนวทางของพระเจ้า เวลาเกิดอะไรขึ้น เราจะได้ไม่สงสัยในความรักของพระเจ้า ในพระคัมภีร์บอกว่า “เมื่อเจ้าเดิน เท้าของเจ้าจะไม่ถูกขัดขวาง” คือเราสามารถเดินไปในทางของพระเจ้าได้อย่างราบรื่น และ “เมื่อเจ้าวิ่ง เจ้าจะไม่สะดุด” เวลาวิ่ง บางทีหัวทิ่ม แต่ถ้าเราอยู่ในทางของพระเจ้า เราจะรู้ว่าเราจะวิ่งสปีดแค่ไหน เพื่อว่าเราจะได้ไม่สะดุด หกล้ม แล้วให้เราระแวดระวังสิ่งที่พระเจ้าสอนเราไว้ เพราะว่าพระเจ้าเป็นชีวิตของเรา เป็นผู้ที่สร้างเสริมภายในใจของเรา ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น


สุภาษิต 4:14 “อย่าเข้าไปในวิถีของคนชั่วร้าย และอย่าเดินในทางของคนอธรรม”


พระเจ้าบอกอย่าเด็ดขาด วิถีของคนชั่ว อะไรที่พระคัมภีร์บอกว่า “ไม่ดี” ไม่ต้องเดินเข้าไป เฉียดร่างก็ไม่ต้อง หางตาก็ไม่ต้องไปมอง


เราจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยอัตโนมัติ

“คนอธรรม” คือคนที่ไม่มีพระเจ้า หรือแม้แต่คนที่เชื่อพระเจ้า แต่ดำเนินชีวิตแบบเหมือนไม่มีพระเจ้า เป็นคนชั่วร้าย พระคัมภีร์บันทึกว่าคนอย่างนั้น ต้องถูกตัดขาดจากพระเจ้าแน่นอน ถ้ายังดำเนินชีวิตแบบนั้นอยู่ เพราะจริงๆ แล้วถ้าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยอัตโนมัติ พี่น้องเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าถ้อยคำของพระองค์ฝังอยู่ข้างในวิญญาณของเรา ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะค่อยๆ เปลี่ยนเรา ความคิดเราจะเปลี่ยน ท่าทีเราจะเปลี่ยน คำพูดเราจะเปลี่ยน การกระทำเราจะเปลี่ยน เปลี่ยนดีขึ้นนะคะ ไม่ใช่เปลี่ยนแย่ลง เขาบอกว่าการทำดีเป็นธรรมชาติของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคริสเตียน ไม่ใช่ทำดี ยืดใหญ่เลย “ฉันทำดี ชมฉันหน่อย” ถ้าคริสเตียนทำไม่ดี นั่นแหละผิดปกติ เป็นคริสเตียนที่ประหลาด เมื่อเราอยู่ในพระเจ้า มันจะมีผลดีขึ้นมา เราไม่ต้องไปวินิจฉัยใคร สำรวจตัวเองว่าถ้าเรามาเชื่อพระเจ้า หนึ่งปีก็แล้ว สองปีก็แล้ว สามปีก็แล้ว นิสัยไม่เปลี่ยนเลย เลวอย่างไร เลวอย่างนั้น เลวยิ่งกว่าเดิมอีก รีบไปคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า อธิษฐานวิงวอนขอพระเจ้าเมตตา มีอะไรผิดปกติในตัวลูกหรือเปล่า หรือเราอาจจะแกล้งเชื่อพระเจ้าหรือเปล่า ก็คือพระเจ้าไม่ได้อยู่ในเรา



“พระเยซูเราก็รู้จัก เปาโลเราก็รู้จัก แต่เจ้าเป็นใคร”

ในหนังสือกิจการ มีคนหนึ่งเขาเห็นเปาโลไล่ผี “ในนามพระเยซูไสหัวออกไป” ผีก็กระโดดออกไปเลย เพราะผีรู้ว่าอาจารย์เปาโลมีพระเจ้าอยู่ข้างใน ชายคนนั้นทำตามบ้าง “อาจารย์เปาโลไล่ผีได้ เราน่าจะไล่ได้” “ในนามพระเยซูออกไป” ผีว่าอย่างไร “พระเยซูเราก็รู้จัก เปาโลเราก็รู้จัก แต่เจ้าเป็นใคร” ใครก็ไม่รู้ มาใช้นามพระเจ้าเฉยๆ ผีรู้นะคะ รู้ว่าคนนี้ไม่ใช่เป็นของพระองค์ พระเจ้าก็รู้ว่าไม่ใช่เป็นของพระองค์ คนรอบข้าง คนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้า มองแล้วก็รู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่ใช่ แต่ถ้าพระเจ้าเลือกสรรเราไว้จริงๆ เราก็ต้องแก้ไข เราไม่เพิกเฉย ไม่มีคริสเตียนคนไหน ที่ดำเนินชีวิตแบบจำเจ เลวตลอดชาติ ตลอดปี โดยที่ทำหน้าตาเฉย ไม่ใส่ใจ ไม่คิดที่จะกลับใจใหม่ ถ้าเราอยู่ในพระเจ้าจริงๆ เราต้องสงสัยตัวเอง “เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทำไมฉันถึงนิสัยอย่างนี้ตลอดเวลา ไม่แก้สักที” ต้องเข้าไปหาพระเจ้า ขอพระเจ้าเมตตา ขอพระเจ้าเปิดเผยสำแดง แก้ไข อะไรก็ว่าไป เข้าไปร้องไห้กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าก็จะช่วยเหลือเรา มันต้องเป็นอย่างนั้น เพราะคนที่อยู่ในพระคริสต์ ต้องรับการสร้างใหม่ ต้องมีสิ่งใหม่ๆ ที่ดี ที่เป็นลักษณะของพระเจ้าเกิดขึ้นแน่นอน


สุภาษิต 4:15 “จงหลีกเสีย อย่าเดินบนนั้น เลี้ยวออกไปเสีย และจงผ่านไป”

คือทางที่ไม่ดี ทางของคนอธรรม


สุภาษิต 4:16

“เพราะถ้าคนชั่วร้ายไม่ได้ทำความผิด เขานอนไม่หลับ ถ้าเขาไม่ได้ทำให้คนใดสะดุดเขาจะหลับไม่ลง”


นี่คือนิสัยของคนอธรรม ตามที่พระคัมภีร์บอก วันไหนไม่ทำอะไรที่ไม่ดี ตะหงิดๆ เหมือนขาดอะไรสักอย่าง ต้องออกไปทำชั่วสักอย่างหนึ่ง แล้วกลับมานอน สบายใจ ถ้าเมื่อไหร่เรามีความรู้สึกแบบนี้ ต้องรีบกลับใจใหม่


สุภาษิต 4:17-18

“เพราะเขารับประทานอาหารของความโหดร้าย และดื่มเหล้าองุ่นแห่งความทารุณ แต่วิถีของคนชอบธรรมเหมือนแสงอรุณ ซึ่งฉายสุกใสยิ่งขึ้นๆ จนเต็มวัน”




วิถีของคนชอบธรรมเหมือนแสงสว่าง จะมีความสุกใส เราจะเห็นอะไรชัดเจน

ดังนั้นทางของคนชอบธรรม หรือทางของคริสเตียนต้องมีความชัดเจน ไม่มี คริสเตียนเทาๆ ขาวคือขาว ดำคือดำ แต่ส่วนใหญ่คริสเตียนก็ชอบผสมสีเอง ยืนก้ำกึ่ง ขอพระเจ้าเมตตาให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ในความถูกต้อง ถึงแม้ว่าความถูกต้องจะนำมาซึ่งความทุกข์ใจ สำหรับเรา เพราะเราถูกต้องเยอะเกินไป คนก็ไม่ชอบ แต่ไม่เป็นไร คนจะไม่ชอบ ไม่ต้องไปสนใจ อย่าให้พระเจ้าไม่ชอบเราก็แล้วกัน ถ้าพระเจ้าไม่ชอบเราเรื่องใหญ่ ทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรเรา


สุภาษิต 4:19-23

“ทางของคนชั่วร้ายก็เหมือนความมืดทึบ เขาไม่ทราบว่า เขาสะดุดอะไร บุตรชายของเราเอ๋ย จงตั้งใจต่อถ้อยคำของเรา จงเอียงหูของเจ้าเข้าหาคำพูดของเรา อย่าให้มันหนีไปจากสายตาของเจ้า จงรักษามันไว้ภายในใจของเจ้า เพราะมันเป็นชีวิตแก่ผู้ที่ค้นพบ และมันรักษาเนื้อของผู้นั้นทั้งสิ้น จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ”


รักษาใจของเรา ถ้าใจเราอยู่ในทางที่ถูกต้องของพระเจ้า พฤติกรรมทุกอย่างจะส่งผลออกมาภายนอก แต่ถ้าใจเราไม่ดีแล้ว ผลกระทบออกมามันไม่ดีหมด อันนี้ต้องระวัง


สุภาษิต 4:24 “จงทิ้งวาจาคดๆ เสีย และให้คำพูดลดเลี้ยวห่างจากเจ้า”


บางคน เขาเรียกว่าลื่นเหมือนปลาไหล หรือปั้นน้ำเป็นตัว หรืออะไรก็ตาม ในพระคัมภีร์จะเน้นเรื่องของคำพูดบ่อยๆ เพราะมันอันตรายมากๆ และเราก็จะต้องใส่ใจในเรื่องนี้ พระเจ้าบอกว่าวาจาที่คดไปคดมา แบบฉลาดแกมโกงอะไร ก็ให้ทิ้งไปเลย ในพระคัมภีร์บอก จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่


สุภาษิต 4:25-27

“ให้ตาของเจ้ามองตรงไปข้างหน้า และให้การจ้องของเจ้าตรงไปข้างหน้าเจ้า จงสนใจในวิถีแห่งเท้าของเจ้า แล้วทางทั้งสิ้นของเจ้าจะแน่นอน อย่าเหไปข้างขวาหรือหันมาข้างซ้าย จงกลับเท้าของเจ้าเสียจากความชั่วร้าย”




ระวัง สนใจย่างเท้า สนใจทางเดินของเรา

ในพระธรรมสดุดีบอกว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นโคมส่องเท้าให้กับเรา ให้ถ้อยคำของพระเจ้าเป็นผู้นำทางชีวิตของเรา ในแต่ละวัน ไม่ว่าเราจะก้าวซ้าย ก้าวขวา ถามพระเจ้าก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นคนเสียจริต ไปยืนอยู่หน้าถนน จะเลี้ยวขวาไปป้ายรถเมล์ ก็ไปยืนพึมพำ “พระเจ้าตกลงลูกจะเอาอย่างไร ลูกจะเลี้ยวขวาไปนั่งรถเมล์ดีไหม” ไม่ต้องถึงขนาดนั้น นั่นวิกลจริตแล้ว



แต่ว่าความหมายของถ้อยคำของพระเจ้า คือก่อนที่เราจะทำอะไร ตัดสินใจอะไร (นอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน เช่น ตื่นนอน แปรงฟัน อาบน้ำ ทานข้าว ไปทำงาน) ให้พินิจพิจารณา ให้พระเจ้าเป็นผู้นำทางเรา อธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก ยิ่งเราจะต้องตัดสินใจทำอะไรที่สำคัญ สำหรับชีวิตของเรา ให้อธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก ถ้าข้างในเรายังยืนยันว่าโอเค แต่คำว่า “โอเค” ไม่ใช่ว่า “อธิษฐานแล้ว พระเจ้า ลูกจะไปตีหัวคนนี้ดีไหม” เราอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก ข้างในยังโอเคอยู่เลย โอพระเจ้าใช่เลย เดี๋ยวถือไม้ขว้างเลย ไม่ใช่นะคะ



คำว่า “โอเค” หมายความว่า ต้องยืนอยู่ในพื้นฐานที่ถูกต้องของพระเจ้า แล้วข้างในเรายืนยันว่า “ใช่” แล้วเราก็ทำไป เพราะพระเจ้าบอกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำโดยปราศจากการควบคุมของพระเจ้า พระเจ้าจะควบคุมทุกสิ่งให้กับเรา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ